The Warrior and Whale Series : ตามล่าหุ้นปลาวาฬ ตอน : Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ ใครดูน่าลงทุนกว่า ?

–Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ แต่ใครดูน่าลงทุนกว่ากัน ?–

โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA

สวัสดีครับ สำหรับอาทิตย์นี้ผมจะขอพักเบรคซีรีย์บทความ ‘รู้ทันหุ้นหมาป่า’ และอยากชวนท่านผู้อ่านมา ‘ตามล่าหุ้นปลาวาฬ’ ด้วยกันในซีรีย์ใหม่ตอนแรกดูบ้างนะครับ นี่จะเป็นการทำรีวิวจับคู่ battle บริษัทร้านอาหารยอดฮิตของเมืองไทย 2 บริษัทโดยผมจะเป็นไกด์พาทัวร์สำรวจสถานะทางการเงินของทั้งคู่ เพื่อเปิดมุมมองในการวิเคราะห์ว่า ถ้าเราคิดจะเปลี่ยนจากสถานะลูกค้าผู้ใช้บริการ มาเป็นหุ้นส่วนกับร้านโปรดของเรากันดูบ้าง บริษัทไหนน่าจะดูดีกว่ากันนะครับ

ก่อนอื่นผมขอยกข้อดีข้อแรกของหุ้นของกิน ขึ้นมานำเสนอกันก่อนเลย นั่นก็คือ ‘ความเข้าถึงง่าย’ เนื่องจากในการทำการบ้านเบื้องต้นเราสามารถพาตัวเองเข้าไปสำรวจดูความคึกคักของร้านและรสชาติอาหารได้ เพื่อประเมินแนวโน้มธุรกิจคร่าวๆได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นข้ออ้างในการหาเรื่องกินของอร่อยได้ดีเลยทีเดียวครับ

ทีนี้เรามาแนะนำหุ้นตัวแรกกันก่อนนะครับ หุ้นตัวนี้ได้เข้าจดทะเบียนสร้างความฮือฮากับราคาเทรดวันแรกๆในตลาด MAI ไปแล้ว ในช่วงปลายปี 2559  ที่ผ่านมา  นั่นก็คือ After You (AU) นั่นเอง

สำหรับหุ้นตัวที่สอง ก็กำลังจะเตรียมเข้าตลาด MAI เร็วๆนี้เช่นเดียวกัน เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารและเบเกอรี่ชั้นนำหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Dunkin Donuts, Au Bon Pain, Baskin Robbins และ Greyhound ซึ่งบางท่านอาจจะยังนึกชื่อบริษัทเจ้าของแบรนด์เหล่านี้ไม่ออกใช่มั๊ยครับ เฉลยให้ฟังก็คือ ว่าแบรนด์เหล่านี้อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท Mudman (MM) โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SST) ประกอบธุรกิจคลังสินค้าและคลังเอกสาร ซึ่งเบนเข็มมาจับธุรกิจอาหาร นั่นเองครับ

แนะนำตัวผู้เข้าประกวดกันไปแล้วต่อไปเราจะมาลองทำการบ้านเปรียบเทียบกันผลการดำเนินงานย้อนหลังของแต่ละท่านกันดูนะครับ

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง After You (AU)

ร้านนี้ปัจจุบันขายแต่ขนมหวานอย่างเดียวเท่านั้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 สาขา โดยเป็นร้าน After You 18 สาขา และ Maygori 2 สาขา มีผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปีดังนี้ครับ

ปี 2556 (ลบ.) 

รายได้ 189 กำไร 6 (กำไรขั้นต้น 49%  กำไรสุทธิ 3%)

ปี 2557 (ลบ.) 

รายได้ 311 กำไร 46 (กำไรขั้นต้น 64%  กำไรสุทธิ 14.7%)

ปี 2558 (ลบ.) 

รายได้ 414 กำไร 58 (กำไรขั้นต้น 62%  กำไรสุทธิ 13.9%)

ปี 2559 (ลบ.) 

รายได้ 606 กำไร 99 (กำไรขั้นต้น 64% กำไรสุทธิ 16.2%)

ดูแล้วตัวเลข น่าประทับใจพอสมควรเลยครับ เพราะจะเห็นได้ว่า ยอดขายและการเติบโตของกำไร เติบโตอยู่ในระดับที่สูงมาก

ภายในเวลาแค่ 4 ปี AU สามารถเพิ่มผลกำไรจากประมาณ 6 ล้านบาท ให้กลายเป็นเกือบ 100 ล้านบาท โดยทางบริษัทมีการเสนอขายหุ้น IPO ไปที่ราคา 4.5 บาท ได้เงินเข้าบริษัทไปประมาณ 740 ล้านบาท ซึ่งราคาหุ้นในช่วงแรกก็ได้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราคา 15.2 บาท และลงมาต่ำสุดที่ 9.1 บาท แต่ราคาก็ยังสูงกว่า ราคา IPO ถึง 2 เท่า โดยเงินที่ได้รับจากการ IPOมานั้น ได้ถูกนำมาขยายสาขา จ่ายหนี้ ลงทุนทำโรงงาน ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผย โรงงานหรือครัวกลางจะสามารถรองรับการขยายสาขาได้ถึง 40-45 สาขา และทาง AU เตรียมขยายเพิ่ม 10 สาขา ภายในปี 2561 และในปีนี้จะเป็นปีแรก ที่ After You จะทดลองประเดิมการเปิดสาขาในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก หลังจากที่เปิดอยู่แต่ในกรุงเทพและปริมณฑล

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง Mudman (MM)

เร็วๆนี้บริษัทก็กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนเสนอขาย IPO ในตลาด MAI ในรูปแบบของ Holding Company ที่บริษัทไม่มีกิจการหลัก แต่เป็นการไปถือหุ้นลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยมีกิจการร้านอาหารและเบเกอรี่หลากหลาย brand มีสาขาในส่วนของร้านอาหารประมาณ 442 ร้าน ซึ่งสัดส่วนยอดขายหลักปัจจุบัน มาจาก Dunkin Donut  (40%) Greyhound (32%) และ Au Bon Pain (24%)

การเข้าซื้อกิจการร้านอาหาร Greyhound ของ MM ในปี 2557 นั้นได้กลายเป็น Talk of The Town อยู่พักใหญ่ เพราะมูลค่าการซื้อกิจการนั้นสูงถึง 1,854 ล้านบาท (จ่ายเป็นเงิน 1,266 ล้านบาท ที่เหลือออกหุ้นให้) สร้างความตื่นตะลึง ทั้งในสายการเงิน และ สายการตลาด ว่า การสร้าง branding ดี ๆ สามารถช่วยขายกิจการได้มูลค่ามหาศาลเลยเชียวนะ

ทีนี้เราลองมาย้อนดูผลประกอบการของ MM ว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ

ปี 2556 (ลบ.) 

รายได้ 1,855 กำไร 29 (กำไรขั้นต้น 65%  กำไรสุทธิ 1.6%)

ปี 2557 (ลบ.) 

รายได้ 2,235 ขาดทุน 35 (กำไรขั้นต้น 64%  ขาดทุนสุทธิ 1.6%)

ปี 2558 (ลบ.) 

รายได้ 2,889 ขาดทุน 43 (กำไรขั้นต้น 61%  ขาดทุนสุทธิ 1.5%)

ปี 2559 (ลบ.) 

รายได้ 3,124 ขาดทุน 168 (กำไรขั้นต้น 61%  ขาดทุนสุทธิ 5.6%)

จะสังเกตุเห็นได้ว่าตั้งแต่ซื้อ Greyhound มา บริษัทมีผลประกอบการติดลบโดยตลอดเลยครับ โดยในปีล่าสุด มีการตัดค่าใช้จ่ายการด้อยค่าของสินทรัพยรวมอยู่ด้วยประมาณ 155 ล้านบาท  แต่สิ่งที่ทำให้ MM สามารถเข้าตลาดได้นั้น เนื่องมาจากว่าในส่วนของผลการดำเนินงาน บริษัทใช้เกณฑ์ มูลค่าตลาด (market cap) โดยกฎของตลาด MAI นั้น มูลค่าบริษัทต้องมากกว่า 1,000 ล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ที่เป็นบวกซึ่ง MM ผ่านทั้ง 2 เรื่อง ถึงแม้ว่ายังไม่มีกำไรสุทธิก็ตาม โดย MM จะเสนอขายหุ้น IPO ทั้งหมดประมาณ 211 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.25 บาท บริษัทจะได้รับเงิน 1,100 ล้านบาท และมีมูลค่าตลาดรวม 5,538 ล้านบาท (มีหุ้นทั้งหมด 1,050 ล้านหุ้น) โดยเงินที่ได้ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 90 จะถูกนำไปชำระหนี้เงินกู้)

ผมขอตั้งข้อสังเกตุที่ทำให้ MM มีผลประกอบการกำไรติดลบตลอด หลังจากที่ได้เข้าซื้อ Greyhound นั่นก็คือ ค่าความนิยม (Goodwill) ที่สูงถึงเกือบ 1,900 ล้านบาทในงบการเงิน โดยเป็นของ Greyhound ไปกว่า 1,100 ล้านบาท (ส่วนที่เหลือเป็นของ Dunkin Donut และ Au Bon Pain) ซึ่งรายการค่าความนิยมเหล่านี้ เกิดจากการเข้าซื้อกิจการที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า  ‘ยอมจ่ายแพงเพื่อให้เจ้าของเดิมยอมขาย’ ซึ่งมูลค่าเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้จริงเปรียบเสมือนอากาศธาตุเลยครับ

เมื่อดูตัวเลขกันเบื้องต้นแบบนี้แล้ว ผมขอยกให้ After You (AU) เป็นผู้ชนะ ในยกแรก ด้วยประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ

  1. ต้นทุนการบริหารงานที่ต่ำกว่า

เมื่อลองประเมินดูตัวเลขคร่าวๆของทั้งสองบริษัท จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารทั้งสองร้าน มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่สูงมากทุกปี ส่วนใหญ่เกินร้อยละ 60 แต่การจะสร้างผลกำไรสุทธิให้กับผู้ถือหุ้น ได้มากหรือน้อยนั้น มักขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุนการบริหารงาน ซึ่งในกรณีนี้เราจะเห็นว่า AU สามารถสร้างอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15 ในขณะที่ MM มีอัตราขาดทุนสุทธิประมาณร้อยละ 1.5 (ต่างกันเกือบ 10 เท่า) ทั้งๆที่กำไรขั้นต้นอยู่ในระดับพอๆกัน โดยเมื่อได้เข้าไปใช้บริการ สิ่งที่ผมสามารถสังเกตเห็นอยู่ตลาดเวลาสำหรับร้าน After You ก็คือ ร้านจะมีคิวยาวเกือบตลอด และรับแต่เงินสดเท่านั้น รวมไปถึงไม่สามารถนำใบเสร็จของร้านไปนับเป็นยอดจับจ่ายเพื่อปั๊มที่จอดรถ แสดงให้เห็นว่า ไม่ยอมให้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องเลย

2. ภาระหนี้ต่ำมาก

หลังจากเข้า IPO บริษัทได้นำเงินบางส่วนไปจ่ายหนี้จนปัจจุบันแทบไม่เหลือหนี้แล้ว โดยจากเดิมที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ในปี 2556 ถึงเกือบ 10 เท่า

3.โอกาสในการขยายตัวและขยายตลาดให้เติบโตยังมีอีกมาก

ข้อได้เปรียบของ AU ก็คือ เป็นกิจการขนาดเล็ก มียอดขายระดับร้อยล้าน สาขาแค่หลักสิบ และเน้นทำสิ่งที่ตัวเองถนัด การวางแผนขยับเพิ่มสาขาอีก 10 แห่ง ในอนาคตอันใกล้ ถือได้ว่าเป็นการขยายตัวถึงร้อยละ 50 ของจำนวนร้านปัจจุบัน  ซึ่งคงต้องรอลุ้นกันว่า การขยายไปต่างจังหวัด หรือพื้นที่อื่น ๆ จะยังสามารถคงความฮิต สร้างยอดขายได้แบบสาขาปัจจุบันหรือไม่ ราคาหุ้นปัจจุบันที่มี P/E สูงถึง 70 เท่า (ตามข้อมูลของ settrade) แสดงถึงความคาดหวังของนักลงทุน ที่ต้องการเห็นเห็นกำไรของ After You เติบโตแบบไม่ธรรมดา ซึ่งก็ต้องฝากความหวังไว้ที่วิศัยทัศน์ของผู้บริหารในเรื่องของการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อบุกตลาดอื่นๆให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับในกรุงเทพครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจได้เห็นช่องทางการสร้างผลกำไรใหม่ๆของบริษัทผ่านธุรกิจ Catering หรือธุรกิจต่อยอดอื่นๆในอนาคตได้เช่นกัน อย่างคริสมาสปีที่แล้ว สายการบิน Thai Smile ก็มีการเสริฟขนมของ After You ให้กับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลคริสมาส ซึ่งผมก็โชคดีมีลาภปาก ได้เป็นลูกค้าไฟลท์นั้นพอดีครับ

ในขณะเดียวกัน ด้วยมุมมองส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าข้อเสียเปรียบของ MM เมื่อเทียบกับ AU ในที่นี้ คือ กิจการมีขนาดใหญ่กว่า มียอดขายอยู่ระดับพันล้านบาท มีสาขาหลักร้อย การคิดจะขยายหรือสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างก้าวกระโดดนั้น จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าซื้อกิจการ ไม่สามารถเกิดจากยอดขายของสาขาเดิม ๆ ได้อย่างเดียว ซึ่งบางครั้ง การเข้าถึงธุรกิจใหม่ๆเพื่อคาดหวังอัตราการเติบโตสูง ๆ ก็ต้องแลกมาด้วยกับความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการเข้าจดทะเบียนในตลาด MAI ของ MM ครั้งนี้ น่าจะเป็นไปเพื่อการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยบริษัทตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการ IPO ไปลดภาระหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ Greyhound ในปี 2557 โดยหากสามารถทำได้ตามที่วางแผนไว้ อย่างน้อยบริษัทก็หมดห่วงไปหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวกับภาระหนี้ ดอกเบี้ยจ่าย และสามารถทุ่มเทเวลามาให้ความสำคัญกับการปรับปรุง ทางด้านการดำเนินงานเพื่อสร้างผลกำไรให้ต่อไป

อย่างไรก็ดีธุรกิจอาหารทั้งสองบริษัทนี้ ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของการกระจายความเสี่ยง โดย MM นั้นมีพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์อาหารที่หลากหลาย ในขณะที่ AU นั้น ปัจจุบันธุรกิจมีการกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนมหวานเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะตีความในแง่ของความเสี่ยงที่สูงกว่าได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละตัวในระยะยาว ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาถึงแนวโน้นธุรกิจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว และเทรนด์การแข่งขันระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรมนั้นๆให้ละเอียดรอบคอบเพิ่มเติมด้วยนะครับ

ก็หวังว่าการทำรีวิวประชันกันระหว่าง AU กับ MM ในวันนี้ จะทำให้ท่านผู้อ่านได้มุมมองใหม่ ๆ มองเห็นโอกาสในการลงทุนผ่านประสบการณ์ในการบริโภคสินค้าและบริการรอบตัวในชีวิตประจำวันของเราได้สนุกมากขึ้นนะครับ เสาร์อาทิตย์นี้ ใครจะไปอุดหนุนร้านไหน สาขาไหนก็ขอให้สนุกกับการต่อคิวรอหน้าร้านกันถ้วนหน้าครับ

พบกันใหม่ โพสหน้าครับ

The Warrior and Whale Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET และ MAI ที่มีผลประกอบการที่ดี ผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง มีโอกาสสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับ ‘หุ้นปลาวาฬ’  หลายๆเด้งได้ โดยจะนำมาวิเคราะห์ผลประกอบการ และแนวโน้มธุรกิจ เป็นตัวอย่างให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นพื้นฐานที่สำคัญในงบการเงิน ที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการหาข้อมูล ทำการบ้านของตัวเอง ในการเลือกเฟ้นหุ้น อย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจลงทุนได้

อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจเข้าลงทุนใดๆให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากข้อมูลในอดีตก็คือจังหวะเวลาในการเข้าลงทุน และ จิตวิทยาในการบริหารพอร์ตลงทุนเมื่อเข้าลงทุนไปแล้ว ซึ่งนักลงทุนที่ดีควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และ ศึกษาปรับปรุงข้อผิดพลาดของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้หุ้นที่เลือกมีโอกาสกลายเป็น ‘หุ้นปลาวาฬ’ สร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคงในวันข้างหน้า

พวกเราหวังว่าการมีความรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับการประเมินข้อมูลในงบการเงินจะช่วยสร้างก้าวแรกบนเส้นทางที่จะช่วยท่านบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ในก้าวต่อๆไปได้สำเร็จ

หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ Line : @pinkschools

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags