รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน : EFORL , เปลี่ยนทุน(E) เป็นหนี้ (L) แบบนี้ก็ได้ ?

— EFORL , เปลี่ยนทุน(E) เป็นหนี้ (L) แบบนี้ก็ได้ ? โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA —

สวัสดีครับ บทความรู้ทันหุ้นหมาป่าสำหรับอาทิตย์นี้ ผมขอหยิบกรณีศึกษาของหุ้น EFORL (E for L AIM) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Wuttisak Clinic ขึ้นมาพูดถึงเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเดินหมากที่ผิดพลาดของบริษัทที่คิดการใหญ่เกินตัว และ ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการเข้าทำธุรกิจใหม่ที่ตัวเองไปซื้อนะครับ ยุคสมัยหนึ่ง EFORL เคยทำตัวเป็นหุ้น 20 เด้ง  จากราคาช่วงปลายปี 2555 เคยอยู่ที่ประมาณ 0.1 บาท ไปสูงสุดที่เกือบ 2 บาทในปี 2557  แต่น่าใจหายที่ราคาปัจจุบันในปี 2560 นั้นกลับถอยกลับมาเกือบถึงจุดเดิมที่ 0.15 บาท ในส่วนรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 20 รายแรกนั้น เมื่อตรวจสอบดูก็ ถือรวมกันปัจจุบันคิดเป็นแค่ร้อยละ 41 ของหุ้นทั้งหมด และเป็นนักลงทุนรายย่อยเกือบทั้งหมด โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ EFORL ถือประมาณร้อยละ 6.6 เท่านั้นครับ ซึ่งล่าสุด EFORL ก็พึ่งมีประเด็นเรื่องตั๋ว B/E ผิดนัดชำระที่บริษัทลูกเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาไปหมาดๆให้หวาดเสียว แต่โชคดีที่ปัจจุบันได้จ่ายชำระคืนไปแล้ว

เช่นเคยครับ ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ประเด็นผิดปรกติต่างๆให้ฟังวันนี้ ผมคงต้องขอท้าวความประวัติของหุ้น EFORL กลับไปซักเล็กน้อยเนื่องจาก ทางบริษัทได้มีการเปลี่ยนทั้งชื่อบริษัทและเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจหลักมาก่อน (คุ้นๆมั้ยครับ ) ซึ่งแต่เดิมบริษัท EFORL นั้นมีชื่อว่าบริษัท Absolute Impact หรือชื่อย่อว่า AIM ประกอบธุรกิจให้บริการและผลิตสื่อโฆษณาเป็นหลัก

หลังจากนั้นในปี 2556 ก็เริ่มเบนเข็มเข้าสู่ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ จนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจเสริมความงาม Wuttisak Clinic ในช่วงปลายปี 2557 

ทีนี้เรามาไล่ดูผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปี ด้วยกันก่อนครับ

ปี 2556  

รายได้ (ลบ. ) 171  กำไร (ลบ.) 26 

ปี 2557

รายได้ (ลบ.) 1,490 กำไร (ลบ.) 241

ปี 2558

รายได้ (ลบ.) 4,530 กำไร (ลบ.) 210

ปี 2559

รายได้ (ลบ.) 3,754 กำไร(ขาดทุน) (ลบ.) (614)

เมื่อดูจากตัวเลขข้างบน ในปีแรกตั้งแต่ EFORL เริ่มต้นทำธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ผลประกอบการก็ออกมาน่าประทับใจมาก สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นที่ขยับขึ้นมา 20 เด้ง ภายใน 2 ปี ในแง่ของตัวเลขรายได้นั้นก็พบว่าเติบโตดีมาเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ดูแล้วผิดปรกติก็คือ ลองสังเกตุตัวเลขกำไรตั้งแต่ปี 2558 ดูสิครับ ว่าทำไมถึงทำตัวสวนทางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดซะอย่างนั้น 

เพื่อจะหาคำตอบให้กับพฤติกรรมที่ชวนสงสัยนี้ เราลองมาไล่ดูเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากันครับ

เหตุการณ์สำคัญในปี 2556 : 

1. จัดโครงสร้างเงินทุนของบริษัทใหม่ได้แก่

–  ลดทุนที่จดไว้รองรับ ในส่วน AIM-W1 และ AIM-ESOP ซึ่งไม่มีการใช้สิทธิและหมดอายุไป

–  เพิ่มทุนจาก 280 ล้านบาท เป็น 920 ล้านบาท 

–  ออกหุ้นเพิ่มทุน 6,400 ล้านหุ้น (ราคา par อยู่ที่ 0.1 บาท) เป็น PP 5,000 ล้านหุ้น และให้ผู้ถือหุ้นเดิม 1,400 ล้านหุ้น ราคา 0.1 บาท โดยเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด

–  ออก AIM-W2 จำนวน 4,600 ล้านหน่วย ตามสัดส่วน 2 หุ้น ได้ 1 warrant (คนซื้อ PP ได้ด้วย) ราคาใช้สิทธิ 0.1 บาท

2. เปลี่ยน CEO ใหม่ และเปลี่ยนชื่อ บริษัทเป็น “E for L Aim”

3. ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงธุรกิจหลัก เข้าสู่การจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์

4. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.6 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2557 :

1. ทำ Due Diligence เพื่อเตรียมซื้อหุ้น บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (WCIG) และจัดตั้ง บริษัท ดับบลิวซีไอ โฮลดิ้ง จำกัด (WCIH) เพื่อเข้าซื้อ WCIG โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 60 มูลค่าการซื้อกิจการประเมินอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท (ซื้อหุ้น 3,500 ล้านบาท และให้เอาไปจ่ายชำระหนี้อีก 1,000 ล้านบาท) ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดเกือบ 2 บาท ในช่วงต้นเดือนกันยายน ‘ก่อน’ ที่จะมีการประกาศข่าวข้างต้นออกมา 

2. ที่ปรึกษาการเงินอิสระมีความเห็นว่าผู้ถือหุ้นควรอนุมัติรายการดังกล่าวโดยรายการเสร็จเรียบร้อยประมาณช่วงต้นเดือนธันวาคม

3. ผลการดำเนินงานในปี 2557 ถือได้ว่า มาจากธุรกิจจัดหน่ายอุปกรณ์การแพทย์เป็นหลัก เพราะการเข้าซื้อ Wuttisak Clinic มีผลกับงบการเงินแค่ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

4. ถือได้ว่ามีผลประกอบการที่ดี รายได้โตเกือบ 9 เท่า และมีกำไรเพิ่ม 10 เท่า จาก 26 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 241 ล้านบาทในปี 2557 และมีอัตรากำไรขั้นต้น 35% และอัตรากำไรสุทธิที่ 17%

5. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 1.4 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2558 : 

1. มีการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นใน WCIH ลงเหลือประมาณร้อยละ 50 โดยนำเงินดังกล่าวไปชำระลดภาระหนี้ในการเข้าซื้อกิจการ Wuttisak Clinic

2. ผลการดำเนินงานในปี 2558 มีรายได้เติบโตกว่า 3 เท่า เป็น 4,500 ล้านบาท แต่กลับมีความสามารถทำกำไรลดลงเหลือ 210 ล้านบาท จาก 241 ล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก : อัตราการทำกำไรในส่วน Wuttisak ต่ำกว่าธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือการแพทย์ และ เกิดดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมากจากการกู้มาซื้อกิจการ 

3. อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 29% และอัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 5.6% เท่านั้น

4. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.77 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2559 :

1. ขออนุมัติเพื่อทำการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น (ตั๋ว B/E) และหุ้นกู้เสนอขายในวงจำกัด 

2. เตรียมนำ WCIH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

3. EFORL-W2 หมดอายุการซื้อขาย แต่มีการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นเกือบทั้งหมด

4. ผลการดำเนินงานในปี 2559 มีรายได้ลดลงเหลือประมาณ 3,700 ล้านบาท และขาดทุนรวมกว่า 600 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจาก

–   ธุรกิจ Wuttisak Clinic ขาดทุน โดยไม่มีแม้กระทั่งกำไรขั้นต้นเลย

–   ขาดทุนจากการด้อยค่า 873 ล้านบาท จากค่าความนิยม (Goodwill) และด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย

–   ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้แฟรนไชส์ และการวางแผนปิดสาขาที่ไม่มีรายได้อีก 30 สาขา

4. อัตรากำไรขั้นต้น 19% และอัตราขาดทุนสุทธิที่ -16% 

5. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.27 บาท

ประเด็นสำคัญของหุ้น EFORL ที่นักลงทุนควรนำมาพิจารณาก็คือ ประเด็นการตัดสินใจเข้าซื้อ WCIG ซึ่งถือเป็นกิจการคนละประเภทกับธุรกิจหลักที่พึ่งมีการเปลี่ยนมาหมาดๆ

ในปี 2557 ที่บริษัทมีการเปลี่ยนธุรกิจมาด้านขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ EFORL นั้น ถือได้ว่าบริษัทมาถูกทาง เนื่องจากสามารถทำยอดขายและสร้างผลกำไรที่เติบโตกลับมาได้ค่อนข้างสูง

และมีอัตราในการทำกำไรที่ดีมาก แต่หลังจากที่มีการเข้าซื้อกิจการ Wuttisak ถึงแม้ว่าจะมียอดขายเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องแลกมากับการเข้าซื้อในราคาที่สูง และการก่อหนี้ก้อนใหญ่ตามมา ส่งผลให้บริษัทมีสัดส่วนหนี้ต่อทุน (Debt to Equity Ratio) จากระดับต่ำที่ 0.3 เท่า ขึ้นไปสูงถึง เกือบ 3 เท่า และ เกิดดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมากจากการกู้มาซื้อกิจการ ยอดหนี้ 3,400 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดเป็นดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 240 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรรวมที่ทำได้ทั้งปี เรียกได้ว่า ได้มาเท่าไหร่จ่ายธนาคารอย่างเดียว จึงอาจเป็นสาเหตุนึงที่ทาง EOFRL ต้องขายหุ้น WCIG เพื่อลดสัดส่วนและภาระหนี้ลง

และเมื่อได้เข้าไปดูรายละเอียดการเข้าซื้อกิจการครั้งนั้น จะมีประเด็นที่ผมมองว่าเป็น ก้าวที่ไม่น่าเดินอยู่ 3 เรื่อง : 

เรื่องที่ 1. กิจการที่เข้าซื้อนั้นใหญ่กว่ากิจการปัจจุบันของตัวเอง และตนเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำกิจการนั้นมาก่อน 

เรื่องที่ 2. กิจการที่เข้าซื้อนั้นมีตัวเลขหนี้สินและสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อยู่สูง

เมื่อดูจากตัวเลขงบการเงินครึ่งปี 2557 ที่เปิดเผย WCIG มีสินทรัพย์ประมาณ 2,700 ล้านบาท มีหนี้สิน 2,300 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 585 ล้านบาท และนอกจากนี้ในส่วนของสินทรัพย์ ยังมีค่าความนิยม (Goodwill) อยู่ในสินทรัพย์ถึง 900 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเกิดจากการเข้าซื้อกิจการที่ราคาสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งได้ก่อให้เกิดการด้อยค่าของสินทรัพย์ตามมา

เรื่องที่ 3 : กิจการที่เข้าซื้อนั้นมีแนวโน้มการทำกำไรที่ไม่ค่อยสดใส มีแต่ลดลงเรื่อยๆ ดังนี้

ปี 2555  

รายได้ (ลบ. ) 3,000  กำไร (ลบ.) 610   – net margin 20%

ปี 2556  

รายได้ (ลบ. ) 3,600    กำไร (ลบ.) 410 – net margin 11%

ครึ่งปี 2557 

รายได้ (ลบ.) 1,500  กำไร (ลบ.) 6 – net margin 0.4%

ถึงแม้ว่าไอเดียสนับสนุนการซื้อกิจการ ที่ทางผู้บริหารมองว่าจะมีโอกาสในการเติบโตและต่อยอดของธุรกิจต่อเนื่องในอนาคตค่อนข้างสูงก็ตาม ตัวเลขที่แสดงออกมากลับชี้ให้เห็นว่า การขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์เพียงอย่างเดียว น่าจะดีกว่าการตัดสินใจเข้าซื้อ WCIG ด้วยเงินกู้ลงทุนก้อนใหญ่ โดยผลประกอบการในปี 2558 และ 2559 ก็ได้แสดงให้เห็นว่า การเข้าซื้อกิจการ Wuttisak Clinic ครั้งนี้ส่งผลกระทบที่เป็นลบต่อ EFORL สูงมาก ในขณะที่ธุรกิจขายเครื่องการแพทย์ยังสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขึ้นต้น อย่างสม่ำเสมอที่ร้อยละ 35 มาตลอดตั้งแต่เริ่ม ไม่เคยลดลงแต่อย่างใด

โดยข่าวล่าสุด ทาง EFORL ก็เหมือนจะยอมยกธงขาวยอมแพ้แล้ว โดยอยู่ระหว่างเจรจาหาผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนใน WCIG แทน ส่วนแผนการในการจะนำ WCIH เข้าตลาดก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ต่อไป

ผมจึงขอสรุปว่าบริษัทที่ฐานะการเงินกำลังไปได้ดีแต่ออกอาการรีบร้อนลงทุน รีบร้อนขยายกิจการผ่านการควบรวมนั้น หากไม่มีความเชี่ยวชาญและการวางแผนรอบคอบที่เพียงพอในการดำเนินการแล้วล่ะก็ สุดท้ายแล้วก็มักจะเดินสะดุดล้ม ไปได้ไม่ไกล สุดท้ายต้องกลับมายืนที่เดิมแบบหุ้น EFORL ที่ทำการแปลงทุนตัวเอง Equity เป็นหนี้ Liability แล้วบู้บี้ เช่นนี้แหล่ะครับ

และผมก็หวังว่าข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ในวันนี้ จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพเชิงลึกของผลกระทบของการซื้อขายกิจการที่อาจจะมีผลต่อเนื่องในเชิงลบ และเพิ่มความระมัดระวังระวังหุ้นยอดนิยมทั้งหลายที่เตรียมจะทำตัวเป็นหุ้นหมาป่าได้ดีขึ้นนะครับ

แล้วพบกันใหม่โพสหน้าครับ

The Warrior and Wolf Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเข้าข่ายลักษณะของ ‘หุ้นหมาป่า’ เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงลักษณะอันตรายของหุ้นชนิดนี้ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและฝึกจับสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารให้เป็นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าเสี่ยงดวงทุกครั้งค่ะ

ในช่วง Life Cycle ทั่วไปของหุ้นหมาป่านั้น มักจะมีการปั่นข่าว ปั่นราคาไปในวงกว้าง สร้างความสนใจเพื่อปล่อยหุ้นออกที่ราคาสูง ในขณะที่ผู้บริหาร มีการทยอยทำธุรกรรมผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทไปในลักษณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยจุดจบของหุ้นหมาป่ามักจะเป็นการถล่มของราคาบ้าง การซึมลงยาว หรือมีการขึ้นสัญญาน SP ห้ามทำการซื้อขาย ซึ่งนักลงทุนที่ไม่รู้ไม่ทันนั้นก็มักจะหลงติดกับ ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงจนหมดทุน และไม่ได้มีโอกาสเห็นราคาวิ่งกลับมาในจุดที่ตัวเองเคยเข้าอีกเลย 

พวกเราหวังว่าหากนักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นหมาป่าดีพอ ก็น่าจะฉุกคิดเตือนสติให้ตัวเองหยุดลงทุนและถอยออกมานั่งดูได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหายในระดับที่ทำให้ตัวเองเสียใจจนเข็ดขยาดกับตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต

หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ Line : @pinkschools

 

 

 
ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags