รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน: เล่นอะไรหุ้นIFEC

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในซีรีย์ ‘รู้ทันหุ้นหมาป่า’ นะครับ สำหรับตอนนี้ ผมขอหยิบเรื่องราวของ IFEC ( Inter Far East Energy Corporation) หุ้นสุดร้อนแรงบนกระดานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอีกตัวหนึ่ง มาเรียบเรียงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจให้ฟังกัน ซึ่งผมคิดว่าหุ้นตัวนี้ทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อและข่าวฉาวกันมาบ้างอย่างแน่นอนครับ

เริ่มแรกเรามาอัพเดทสถานะของหุ้น IFEC กันก่อนนะครับ ล่าสุดตอนนี้หุ้นได้ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามทำการซื้อขายไปเมื่อเดือนมกราคม 2560 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสาเหตุมาจากการผิดนัดชำระ (Default) เงินกู้ในรูปแบบ ‘ตั๋ว B/E แบบไม่มีการจัดอันดับ (Non-Rated)’ ซึ่งหมายถึง สถานะการเป็นลูกหนี้ชั้นแย่สุด แถมเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับ IFEC ในช่วงนั้นก็ดันมีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ติด ๆ กันอีกสองสามบริษัท ราวกับนัดกันมา

ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ตลาดตั๋วเงิน B/E เกิดความตื่นตระหนก หลายบริษัทไม่สามารถต่ออายุ (Roll Over) ตั๋ว B/E ของตน หรือขายเพิ่มได้ ถึงแม้ว่าทางการจะออกมาชี้แจงว่า ยอดหนี้ตั๋ว B/E ที่ผิดนัดชำระในช่วงนั้นจะคิดเป็นยอดส่วนน้อยของตลาดตราสารหนี้โดยรวมและกระทบแค่เจ้าหนี้ของตั๋วรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ กลับกลายเป็นว่า ดันมีนักลงทุนผู้พอมีอันจะกินที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เยอะมากที่พลอยติดร่างแหไปกับงานนี้ด้วย เพราะไม่ได้รู้เลยว่า “กองทุน” ที่ตัวเองเอาเงินออมไปลงทุนเอาไว้ ถือตั๋วB/E เหล่านี้ไว้ด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา เงินต้นในส่วนนี้จะถูกตัดออกจาก NAV ของกองทุนไปเลย ทำได้แค่รอการจ่ายชำระหนี้คืนจากทางบริษัทเพียงอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้การระดมทุนเงินผ่านช่องทางดังกล่าวคล้ายจะถูกปิดไปโดยปริยาย ตลาดวายไปเลยครับ ผมได้ยินว่าบริษัทหลายแห่งต้องวิ่งกลับไปอ้อนง้อคืนดีขอเปิดวงเงินใหม่กับธนาคารที่ตัวเองเคยหักอกเค้าไว้แทบไม่ทัน

กลับมาที่ IFEC กันต่อ ผมพบว่าจวบจนกระทั่งวันนี้ บริษัทก็ยังไม่ได้จัดส่งงบการเงินประจำปี 2559 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด และที่ผ่านมาก็ยังมีดราม่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรรมการ รวมไปถึงคดีฟ้องร้องตามกันมาอีกมากมาย และเมื่อลองตรวจสอบไปที่รายชื่อผู้ถือหุ้น สิ่งที่น่าตกใจก็คือ การพบว่ามีจำนวนหุ้นหมุนเวียนในมือนักลงทุนรายย่อย (Free float) จำนวนมากถึงร้อยละ 88 และ มีจำนวนผู้ถือหุ้นล่าสุดในบริษัทเกือบ 30,000 คน แบบนี้ก็อาจถือได้ว่า IFEC เป็นหุ้นของมหาชนอย่างแท้จริงได้นะครับ และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ก็คือการที่ประธานกรรมการบริหารบริษัทคนปัจจุบันถือหุ้นบริษัทไม่ถึงร้อยละ 3 เท่านั้น แต่กลับมีอำนาจควบคุมการบริหารงานทั้งหมดของบริษัท

ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจที่ผมอยากจะทำต่อไปคือการพาเราย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ IFEC ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยจะดึงสิ่งที่น่าสะดุดใจ รวมไปถึงการเคลื่อนไหวราคาหุ้น มาไล่ดู แล้วค่อยมาวิเคราะห์ให้ฟัง เพื่อสอนให้นักลงทุนหัดสังเกตและเพิ่มความระมัดระวังกับหุ้นหมาป่ากันต่อไปนะครับ

ในปี 2556 IFEC ได้เริ่มผันตัวเองจากธุรกิจเครื่องพิมพ์และถ่ายเอกสาร เข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงขยะ และพลังงานลม ซึ่งผลประกอบการคร่าว ๆ ย้อนหลังมีดังนี้

ปี 2556  

รายได้ (ลบ. ) 630  กำไร (ลบ.) 28 

ปี 2557

รายได้ (ลบ.) 638 กำไร (ลบ.) 73

ปี 2558

รายได้ (ลบ.) 1,178 กำไร (ลบ.) 332

ปี 2559 เก้าเดือน 

รายได้ (ลบ.) 1,625 กำไร (ลบ.) 179

เมื่อดูแค่การรายงานตัวเลขกำไรเบื้องต้น สี่ปีที่ผ่านมา บริษัท IFEC มีกำไรเป็นบวกมาตลอดแต่ออกจะดูหวือวา เพราะการเพิ่มหรือลดของกำไรเป็นไปแบบฮวบฮาบ ทีนี้สังเกตุเรื่องกำไรไว้ให้ดี ๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละปีเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ

เหตุการณ์สำคัญปี 2556 : 

1. กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม “เตชะไชยวงศ์” ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 43 มาจนถึงปลายปี 2555 เริ่มขายหุ้นออก โดยเหลือไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน

2. ให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วยการทำ Right Offering (RO) อัตราส่วน 2 หุ้นเดิม 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 2 บาท

3. มีการทำ Private Placement (PP) ในราคาหุ้นละ 3.25 บาท (ราคาตลาดวันประกาศ 24 กรกฎาคม ประมาณ 3.9 บาท)

4. มีการออก IFEC-W1 โดยสามารถใช้สิทธิ 1:1 ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยได้เริ่มซื้อขายในปี 2557 หมดอายุปี 2560

5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2556 ปิดที่ 3.9 บาท 

เหตุการณ์สำคัญปี 2557 :

1. บริษัทได้เลิกการทำกิจการเครื่องพิมพ์ มีการจัดการขายธุรกิจและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ได้กำไรในจุดนี้ประมาณ 200 ล้านบาท (แต่ทั้งปีหลังจากหักขาดทุนจากธุรกิจหลักเหลือกำไรเพียง 73 ล้านบาท)  

2. ประกาศเบนเข็มหันมาเข้าไล่ซื้อกิจการพลังงานทางเลือก  

3. ให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วยการทำ Right Offering (RO) อัตราส่วน 9 หุ้นเดิม 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 4 บาท

4. มีการทำ Private Placement (PP) ในราคาหุ้นละ 6 บาท (ราคาตลาดวันประกาศ 4 กันยายนประมาณ 5.6 บาท)

5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2557 ปิดที่ 11.5 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2558 :

1. ไล่ซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ไปสูงสุดที่ประมาณ 18 บาท ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีการประกาศว่าสนใจจะลงทุนโครงการพลังงานลม ที่ประเทศเกาหลี

2. มีการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ และการออก IFEC-W2 โดยมีราคาใช้สิทธิอยู่ที่หุ้นละ 25 บาท และได้เริ่มซื้อขาย IFEC-W2 ช่วงครึ่งปีหลัง

3. เปลี่ยนหมวดการซื้อขาย มาอยู่ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค

4. เข้าซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 321 ล้านบาท (แต่ทั้งปีแสดงกำไรแค่ 332 ล้านบาท ธุรกิจหลักสามารถ ทำกำไรเข้ามาได้เพียง 10 ล้าน)

5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2558 ปิดที่ 6.5 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2559 :              

1. ยังคงเดินหน้าไล่ซื้อกิจการพลังงานทางเลือกต่อเนื่อง 

2. ชี้แจงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้ของโรงแรมดาราเทวี และได้กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้อีก 782 ล้านบาท (ผ่านไป 9 เดือนกำไรเหลือเพียง 179 ล้านบาท จากผลขาดทุนและการตัดจำหน่ายมูลค่าทรัพย์สินที่สูงเกินไป แถมเป็นรายการกำไรที่ไม่สร้างกระแสเงินสดที่เป็นบวกใดๆให้แก่บริษัท)

3. มีข่าวเรื่องกลุ่มนักลงทุนที่สนใจซื้อที่ดินเปล่าของโรงแรม

4. มีการผิดนัดชำระตั๋ว B/E ครั้งแรก แต่ชำระได้ตามที่ขอขยายเวลา (ประมาณ 1 สัปดาห์)

5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2559 ปิดที่ 3.7 บาท

เหตุการณ์ปี 2560 : 

1. โดนตลาดหนักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามทำการซื้อขายจากจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ครั้งที่สอง

2. ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ เตรียมกรรมการชุดใหม่เข้าบริหารงาน

3. ประธานกรรมการบริษัทโดนฟ้องร้อง

4. อยู่ในระหว่างการแย่งชิงอำนาจสิทธิ์ในการบริหารงานของบริษัทระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้น

ต่อจากนี้ จะเป็นการสรุปประเด็นผิดปรกติของ IFEC ทั้ง 5 ประเด็น ให้ฟังเพื่อให้เราฝึกเอาไว้ไปใช้สังเกตุความผิดปรกติของหุ้นหมาป่าตัวอื่น ๆ ได้นะครับ

ประเด็นแรก :  กำไรส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ล้วนมาจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน 

นั่นแสดงให้เห็นว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจพลังงานทางเลือกที่บริษัทไปซื้อมามากมาย ยังไม่ประสบความสำเร็จเลย ทำให้กำไรที่เกิดขึ้นเป็นการรับรู้กำไรครั้งเดียว (One-Time Gain) มาตลอด ทั้งจากการขายธุรกิจเครื่องพิมพ์ และกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งถ้าเป็นแนวทางการทำงานของนักวิเคราะห์แล้ว รายการกำไรที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน จะต้องถูกตัดออกจากการทำประมาณการณ์ทุกครั้ง ซึ่งทำให้ไม่แปลกใจว่า ตลอด 3 ปี ที่ผ่านมาในการชี้แจงผลการดำเนินงานในแต่ละไตรมาสของธุรกิจพลังงานทางเลือกที่ดำเนินงานอยู่ แสดงตัวเลขขาดทุนมาตลอดทาง

ประเด็นที่สอง : การเข้าซื้อกิจการที่ไม่มีความเกี่ยวข้องและเอื้อผลประโยชน์กับธุรกิจหลัก

ข่าวการเข้าซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวีของ IFEC นั่นเป็นสิ่งที่ผมถือว่าเป็น Red Flag ของหุ้น IFEC ที่สุด ถ้าเจอพฤติกรรมแบบนี้ของผู้บริหารเมื่อไหร่ ผมแนะนำ“เผ่นทันที” ครับ เพราะนอกจากธุรกิจโรงแรมจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานทางเลือกแล้ว ผู้บริหารยังไม่น่าที่จะมีพื้นฐานความเชี่ยวชาญที่พร้อมในการจะลุยทำธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยวและบริการอีกด้วย ลองคิดดูครับว่าคุณจะเลือกทานอาหารในร้านที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารเพียงสัญชาติเดียวให้อร่อย หรือจะทานในร้านที่มีอาหารทุกสัญชาติแต่ห่วยทุกจาน ในการระดมเงินทุนในตลาดหุ้นจากประชาชนนั้นก็เช่นกันครับ นักลงทุนก็ย่อมหวังให้ผู้บริหารนำเงินเหล่านั้น ไปลงทุนให้ธุรกิจหลักของบริษัทให้มีผลตอบแทนงอกเงย ไม่ใช่ไปซื้อธุรกิจอะไรก็ได้มาสร้างอาณาจักร holding แบบจับฉ่ายหลาย ๆ ธุรกิจขึ้นมาแล้วไปไม่รอดซักกิจการ เพราะท้ายที่สุดหน้าที่การกระจายการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ควรเป็นสิ่งที่นักลงทุนเลือกเอง ที่ผ่านมาผู้ที่สร้างอาณาจักรจับฉ่ายแบบนี้สำเร็จก็เห็นจะมีแต่ Warren Buffet นี่แหล่ะครับ

ประเด็นที่สาม : การสร้างข่าวดันราคาหุ้น ผ่านการออก PP และ Warrant

การออกหุ้นแบบ Private Placement (PP)  เฉพาะเจาะจงให้นักลงทุนบางกลุ่ม และ Warrant ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายซะทีเดียว เนื่องจากเป็นการระดมทุนที่บริษัทสามารถทำได้ แต่โดยปรกติการทำ PP ที่จะมีประโยชน์นั้น ควรจะเป็นการดึงกลุ่ม Strategic Partner หรือ Financial Partner ที่จะเข้ามาช่วยให้ผลการดำเนินงานของกิจการเติบโตมากขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องจ่าย เพราะว่าจะเกิด dilution effect จากการโดนลดสัดส่วนของหุ้นที่ตนถืออยู่ลง แต่เท่าที่ดูนักลงทุน PP ของ IFEC นั้น มุ่งเข้ามาเพื่อหวังผลการซื้อขายและทำกำไรระยะสั้น ๆมากกว่า ดูได้จากการที่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก นั่นเองครับ ถ้าไล่ไปดู บุคคลที่ได้ PP กลุ่มแรก ปีถัดมาก็รายชื่อหายไปหมด พอ PP รอบสอง มาดูอีกทีก็หายไปเกือบหมดอีกเช่นกัน 

ในส่วนของการออก Warrant นั้น สิ่งที่สร้างชื่อให้กับหุ้น IFEC ให้ดังเป็นพลุแตก เกิดจากการออก IFEC-W1 ที่มีการกำหนดราคาการใช้สิทธิที่ 1 บาท ต่อหุ้น ในปี 2557 ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม  มุ่งเพิ่มความคึกคักให้กับการเทรด ออกมาปุ้บกำไรปั้บ คล้ายจะเชิญชวนให้คนขายตัวแม่มาถือหุ้นคู่แฝดตัวลูกที่วิ่งได้เร็วกว่า และ ทำกำไรได้มากกว่าต่อการวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน ในวันที่บอร์ดอนุมัติราคาหุ้นอยู่แถวๆ 3 บาทกว่าเกือบ 4 บาท ก่อนจะปิดปีที่ 11 บาทกว่า ในขณะที่ในปี 2558 หลักจากสร้างความประทับใจกันไปมากมายกับ Warrant เบอร์ 1 บริษัทจึงอนุมัติการออก IFEC-W2 ที่มีการกำหนดราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 25 บาท ราวกับเป็นการชี้เป้าราคา เมื่อย้อนกลับมาดูราคาหุ้น IFEC ในช่วงนั้นราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 18 บาท (กุมภาพันธ์ 2558) แต่ในวันที่มีประกาศออก IFEC-W2 (มีนาคม 2558) นั้นราคาเริ่มไหลลงมาอยู่ที่ 16 บาท และหลังจากนั้น ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆและไม่เคยกลับขึ้นไปถึงราคา 18 บาทอีกเลย อัลบั้มที่ 2 มักแป้ก เค้าว่ากันมาแบบนั้นครับ

ประเด็นที่สี่ : ผู้บริหารขยันให้ข่าวเอง ออกสื่อเกือบทุกวันราวกับเป็นอาชีพหลัก 

ปรกติแล้ว การให้ข่าวของบริษัทสามารถใช้ช่องทางผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Public Relation) หรือฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relation) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากเราเห็นผู้บริหารออกมาให้ข่าวเองบ่อย ๆ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนเพราะการทำแบบนี้ผู้บริหารมักจะเน้นไปที่การบริหารราคาหุ้น มากกว่าการบริหารงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับบริษัทที่ผู้บริหารรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน บางทีทำงานจนแทบจะหาตัวไม่เจอซะด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ห้า : ในช่วงที่ผ่านมาหุ้น IFEC ไม่มีเจ้าของบริษัทอย่างแท้จริง 

ประธานบริษัทคนปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารงานและขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น เคยมีสัดส่วนการถือครองหุ้นเกือบร้อยละ 10 ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 3 ซึ่ง ความหมายแฝงของประเด็นนี้ ก็คือ เวลาตัดสินใจอะไรก็ตาม ผู้บริหารท่านนี้มีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพียงแค่ 3 จาก 100 ส่วนเท่านั้น ในขณะที่อำนาจการบริหารนั้นกลับเบ็ดเสร็จ มีอิสระสามารถนำเงินของบริษัท ไปทำอะไรก็ได้ เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง บริษัทที่มีโครงสร้างแบบนี้ สุดท้ายมักจะพบว่าค่อนข้างมีปัญหาในการบริหารงาน ซึ่งพอจะเห็นได้จากข่าวกันอยู่ว่า ที่ผ่านมา IFEC มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทบ่อยมาก ๆ และล่าสุด ถึงขั้นมีกลุ่มผุ้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ เตรียมจัดขุมกำลัง เตรียมกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารงานแทนประธานกรรมการบริษัทท่านเดิม มีการระดมเสียงโหวตจากผู้ถือหุ้นรายย่อย ได้ให้มีโอกาสเข้าไปจัดการฟื้นฟูบริษัทกลับขึ้นมาใหม่

ท้ายที่สุดผมมีความเห็นเกี่ยวกับหุ้น IFEC อีกซักนิดที่อยากพูดถึง ในแง่ของการที่บริษัทผันธุรกิจตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมอย่างพลังงานทางเลือก ซึ่งนักลงทุนรายย่อยหลายๆท่านก็มีแนวโน้มจะชื่นชอบ’หุ้นอ่ะไรก็ได้’ ที่อยู่ในกลุ่มที่กำลังมาแรง ประกอบกับการวางแผนบริหารข่าวและราคาที่ร้อนแรง IFEC จึงสามารถสร้างความฮือฮาในช่วงที่ผ่านมาได้ไม่ยาก 

แต่ลองคิดดูครับ ว่าความสำเร็จของหุ้นพลังงานทางเลือกแนวหน้าอย่าง EA นั้น จะสามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆจริงหรือ ? ขนาดขนมหวานคากิโกริ ที่หน้าตาเหมือนกัน ยังไม่สามารถ Copy ความอร่อยกันได้แบบเกล็ดต่อเกล็ด แม้จะหน้าตาคล้ายกันทุกร้าน นักลงทุนจึงควรเรียนรู้ที่จะศึกษาว่าหุ้นของบริษัทที่เรากำลังจะเข้าลงทุนนั้น มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับใดในสิ่งที่กำลังทำอยู่ และ เค้ามีเคล็ดลับความสำเร็จที่มาจากปัจจัยที่ยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งการสร้างข่าวและบริหารราคาหุ้นรายวันหรือไม่ การฝึกเปรียบเทียบหุ้นประเภทเดียวกันในกลุ่มก็เป็นอีกทางนึงที่จะทำให้เราสังเกตเห็นความผิดปรกติได้ชัดขึ้นเช่นกันครับ

แม้จะขึ้น SP ไปแล้วจุดจบของ IFEC นั้นยังไม่เป็นที่ยุติจนกว่าจะออกจากตลาดไป ก็น่าจะยังเป็นอาหารจานโปรดของผู้ชอบเสพดราม่าให้ได้ติดตามข่าวคราวจากนี้กันต่อไปได้อีกซักพัก ก็หวังว่าทั้งห้าประเด็นที่ผมสรุปมาให้ฟัง ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีในการฝึกรู้เท่าทันหุ้นหมาป่ากันได้เพิ่มเติมนะครับ

แล้วพบกันใหม่โพสหน้าครับ

——

The Warrior and Wolf Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเข้าข่ายลักษณะของ ‘หุ้นหมาป่า’ เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงลักษณะอันตรายของหุ้นชนิดนี้ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและฝึกจับสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารให้เป็นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าเสี่ยงดวงทุกครั้งค่ะ

ในช่วง Life Cycle ทั่วไปของหุ้นหมาป่านั้น มักจะมีการปั่นข่าว ปั่นราคาไปในวงกว้าง สร้างความสนใจเพื่อปล่อยหุ้นออกที่ราคาสูง ในขณะที่ผู้บริหาร มีการทยอยทำธุรกรรมผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทไปในลักษณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยจุดจบของหุ้นหมาป่ามักจะเป็นการถล่มของราคาบ้าง การซึมลงยาว หรือมีการขึ้นสัญญาน SP ห้ามทำการซื้อขาย ซึ่งนักลงทุนที่รู้ไม่ทันนั้นก็มักจะหลงติดกับ ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงจนหมดทุน และไม่ได้มีโอกาสเห็นราคาวิ่งกลับมาในจุดที่ตัวเองเคยเข้าอีกเลย 

พวกเราหวังว่าหากนักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นหมาป่าดีพอ ก็น่าจะฉุกคิดเตือนสติให้ตัวเองหยุดลงทุนและถอยออกมานั่งดูได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหายในระดับที่ทำให้ตัวเองเสียใจจนเข็ดขยาดกับตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต

–หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ ติดต่อครูพิ้งได้ที่ Line : @pinkschools

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags