The Warrior and Wolf series: รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน : จับพิรุธหุ้นGL

–จับพิรุธ หุ้น GL โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA–

ร้อนแรงไม่แพ้อากาศบ้านเราในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นข่าวคราวของหุ้น GL ( Group Lease) ที่เกิดเป็นประเด็นร้อนรายวันขึ้นมา ให้สังคมตั้งคำถาม โดยหลังจากที่ผมได้ไปลองศึกษาข้อมูลที่เปิดเผยจากบริษัทมาแล้วนั้น พบว่าลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความน่าสนใจเหมาะที่จะนำมาเล่าให้ฟังเป็นกรณีศึกษา เพื่อจะนำมาวิเคราะห์กันดูว่า ความไม่โปร่งใสต่างๆในเชิงบริหารของบริษัทแห่งนี้พาบริษัทมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร โดยจะขอลำดับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Fact) กันก่อนแล้วค่อยมาวิเคราะห์ สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตามข่าวมากนัก แล้วเดี๋ยวจะให้ความเห็น (Opinion) กันต่อไปครับ

เรามาเริ่มต้นกันที่ผลการดำเนินงานโดยสรุปแบบ snapshot กันก่อนซึ่งข้อมูลส่วนนี้ นำมาจาก www.set.or.th ครับ

สำหรับหุ้น GL ภาพรวมของกิจการ ในแง่ของการทำกำไรและการเติบโตของกิจการ นั้นที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงมาก โดยสามารถทำให้กำไรเติบโตเกือบ 10 เท่า ในระยะเวลา 3 ปี (กำไรประมาณ 115 ล้านบาทในปี 2557 กลายเป็น 1,064 ล้านบาท) และมีอัตรากำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า (จากร้อยละ 6 ในปี กลายเป็นร้อยละ 36  ในปี 2559) ซึ่งในจุดนี้ ถือว่ากิจการมีการเติบโตของกำไรที่สูงมาก จึงไม่แปลกใจที่เราได้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นมากเช่นเดียวกันครับ

เหตุการณ์ผิดสังเกตที่เกิดขึ้นมี 3 รายการในช่วงปีที่ผ่านมา :

เหตุการณ์แรก : ในปี 2559  CEO, COO และ CFO ได้ทยอยกันหมดวาระหรือลาออกจากบริษัท ในช่วงเดือนเมษายน 2559 ที่มีการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น หรือ AGM และอีกครั้งในช่วงเดือนธันวาคม 2559 

ในการประชุม AGM เดือนเมษายน 2559 ครั้งนั้น จึงได้มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนกรรมกรรมการชุดเดิม และ ได้มีชื่อของบุคคลที่น่าสนใจ ที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในเวลาต่อมา ชื่อว่า คุณ Patrick T. Fisher เดินเข้ามาเป็นกรรมการบริษัท ซึ่งในเวลานั้น คุณ Patrick ก็รั้งตำแหน่ง Founder & Managing Partner ของ Creation Investment Capital Management ไว้อยู่

เหตุการณ์ที่สอง : หลังจากที่ปรากฎชื่อของคุณ Patrick ในบอร์ดบริหารเป็นที่เรียบร้อย ในช่วงเดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติทำรายการใหญ่ 3 รายการ ได้แก่ :

1. การอนุมัติเข้าซื้อกิจการบริษัท CCF ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนของประเทศศรีลังกา โดยเข้าถือหุ้นประมาณร้อยละ 30

2. การอนุมัติเข้าซื้อกิจการบริษัท BGMM ซึ่งดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศพม่า ทั้งหมด 100% (โดย BGMM มี CCF ถือผ่านทางอ้อมด้วยประมาณ 28%)

3. การออกหุ้นกู้แปลงสภาพแบบเฉพาะเจาะจง มีราคาอ้างอิงแปลงสภาพเป็นหุ้นที่ 70 บาท ใช้สิทธิได้ภายใน 3 ปี ซึ่งมีบางส่วนได้ ขายให้กับ Creation SL บริษัทลูกของ Creation Investment 

สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับรายการทั้งสามนี้ ก็คือ ผู้ที่จะขายหุ้น CCF และ BGMM ให้ในครั้งนี้ รวมไปถึงผู้ที่จะซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นบริษัทลูกของ Creation Investment Capital Management ที่คุณ Patrick เป็น Founder  ซึ่งในขณะนั้นก็ได้เข้ามาเป็นกรรมการของ GL แล้วด้วย จึงทำให้รายการดังกล่าว ถือเป็นรายการที่มีบุคคลที่เกี่ยวโยงกัน จึงต้องไปขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นโดยใช้เสียง 3 ใน 4 จึงจะทำรายการได้ GL จึงได้มีการจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น หรือ EGM ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์นี้

หลังจากนั้น GL ได้ว่าจ้าง ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (Independent Financial Advisor) หรือ IFA เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการดังกล่าว ซึ่งก็ได้มีความเห็นออกมาว่า ไม่สมควรที่จะทำรายการดังกล่าว และสรุปว่าผู้ถือหุ้นควรมีมติไม่อนุมัติ โดยมีเหตุผลสนับสนุนหลายประการ ซึ่งเหตุการณ์นี้เอง ทั้งตลาดหลักทรัพย์ (SET) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์

และตลาดหลักทรัพย์ (SEC หรือ กลต.) เองก็ได้ออกหนังสือเตือนในประเด็นดังกล่าวให้นักลงทุนทราบด้วยเช่นกัน แต่ผลของการประชุมวิสามัญในรอบนั้น มติผู้ถือหุ้นก็กลับอนุมัติรายการดังกล่าวทั้งหมด

เหตุการณ์ที่สาม : เมื่อเดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2560) บริษัทได้จัดส่งงบการเงินประจำปี 2559 ซึ่งมี สำนักงาน Ernst and Young (EY) เป็นผู้สอบบัญชี และเป็นปีแรกที่มีการใช้รูปแบบรายงานผู้สอบบัญชีแบบใหม่ ซึ่งทางผู้สอบบัญชี ได้ชี้ถึงประเด็นใหญ่ ๆ โดยไฮไลท์ไว้ว่ามี “Emphasis of Matter” อยู่ 2 เรื่อง 

      เรื่องแรก – มีการให้เงินกู้ยืมกับบริษัทในไซปรัส และ สิงคโปร์ มียอดรวมประมาณ 3,477 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 40 ของส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) ซึ่งมีการวางหลักประกันครบถ้วนเกินมูลค่าหนี้แต่หลักประกันดังกล่าวกลับมีหุ้นของบริษัท GL รวมอยู่ด้วย ซึ่งถ้าคำนวณแบบปกติ มีหลักประกันครบถ้วนแน่นอน แต่ถ้าตัดเอาจำนวนหุ้น GL ออกจากการคำนวณเป็นหลักประกัน จะพบว่ามีหลักประกันอยู่ในระดับเพียง 50-60% ของยอดลูกหนี้เท่านั้น 

นอกจากนี้ยังพบว่าในเรื่องของกำหนดเวลาการชำระหนี้คืน นั้นมีวิธีปฎิบัติที่ผิดปรกติ คือ จำนวนหนี้เกินครึ่ง ได้ถูกขยายสัญญาจากเดิม 3 เดือน ออกไปทีละ 3 เดือนจนกลายเป็น 2-3 ปีโดยไม่มีการชำระคืนเงินต้นก่อน ซึ่งหากเป็นการปล่อยกู้ทั่วไป ธนาคารจะไม่ทำเช่นนี้เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกตั้งสำรองสูงมาก แต่บริษัทก็ได้ออกมาแก้ตัวว่าเป็นเรื่อปกติที่จะเริ่มธุรกิจโดยให้กู้ระยะสั้น โดยหากมีการชำระคืนได้ดีก็จะขยายระยะออกไป

      เรื่องที่สอง – การเข้าซื้อบริษัท CCF มูลค่า ประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งอ้างอิงราคาสูงสุดจากผู้ประเมินที่บริษัทว่าจ้างเองในขณะที่ ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระให้มูลค่าต่ำกว่าเพียง1,600 – 1,700 ล้านบาท แม้แต่ราคาตลาดของหุ้นที่ซื้อขาย ณ วันที่ทำรายการ หุ้นของบริษัท CCF ก็มีมูลค่าประมาณ 1,400 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเข้าซื้อที่ราคาพรีเมียมที่เกินความสมเหตุสมผลไปมาก

ดังนั้นหลังจากที่ประกาศงบการเงินออกมา โดยมีความเห็นของผู้สอบบัญชีในลักษณะนี้เกิดขึ้น และทางผู้บริหารก็ได้ออกมาชี้แจงประเด็นต่าง ๆ ออกมา เป็นระยะ ราคาหุ้นจึงเริ่มปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและเริ่มมีการแกว่งตัวรุนแรงแบบรถไฟเหาะโดยทำราคาแตะทั้ง floor และ ceiling ภายในวันเดียวกัน

ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะสอนให้นักลงทุนมือใหม่ลองเริ่มวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตุ ก็คือ 

1.มีเหตุการณ์ที่ CEO, COO และ CFO ออกจากตำแหน่งในปีเดียวกัน และมีกรรมการชุดใหม่เข้ามา ปรกติเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ Style การบริหารอาจมีการเปลี่ยนแปลงจึงควรจับตาดูเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง

2.ประเด็นเรื่องการขยายเวลาชำระหนี้ให้กับบริษัทลูกหนี้แบบผิดปรกติ ภายใต้หลักประกันที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งสำรองเป็นหนี้สูญ

3.มีการเข้าซื้อกิจการที่เป็นรายการขนาดใหญ่ โดยเป็นรายการที่บุคคลเกี่ยวโยงจากกรรมการที่พึ่งแต่งตั้งเข้ามาใหม่ได้ผลประโยชน์เต็มๆ เพราะมีการเข้าซื้อในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดอย่างมาก ทั้งๆที่มีความเห็นของ IFA ออกมาแล้วว่าให้ความเห็นว่า ผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติเข้าทำรายการ

ในตอนนี้สิ่งที่ทุกๆคนให้ความสำคัญอย่างมากเป็นประเด็นของการให้เงินกู้ยืม แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตถึงข้อสาม เรื่องการเข้าซื้อกิจการบริษัทที่กรรมการมีผลประโยชน์ที่ราคาแพงเกินมูลค่าไปมาก ที่คนยังไม่ได้พูดถึงกันมากนัก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป น่าจะเป็นเรื่องของมูลค่าที่แท้จริงของ CCF ซึ่งจะต้องมีการถูกทำการทดสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชีว่า มูลค่าของการเข้าทำรายการดังกล่าว จะยังควรมีมูลค่าตามที่เข้าซื้อ หรือจะต้องมีการถูกตั้งด้อยค่า (impairment) หรือไม่ โดยมีวิธีการประเมินที่มีหลายรูปแบบ แต่หนึ่งในวิธีที่สามารถทำได้ก็คือ การอ้างอิงราคาตลาด ซึ่งหุ้น CCF เป็นหุ้นที่จดทะเบียนและมีราคาซื้อขายอยู่แล้ว ตอนเข้าทำรายการอยู่ที่ 111 รูปี  แต่ปัจจุบันราคาหุ้นตกลงมาอยู่ที่ 42 รูปี เท่านั้น ดูราคาแล้วก็เดาไม่ยากว่าคนในอยากออกก่อนกันให้พรึ่บ เพราะเงินลงทุนส่วนที่เข้าซื้อเกินราคาเหมาะสมมีประมาณเกือบ ๆ 1,000 ล้านบาท ถ้าหากถูกประเมินออกมาว่าแพงเกินไป ยังไงตัวเลขก้อนนี้ต้องหายวับไปกับอากาศแน่นอน

ประเด็นทั้งหมดที่เราพูดถึงกันวันนี้ ยังไงก็น่าจะมีผล กระทบกับงบการเงินปี 2560 อย่างแน่นอนครับ  ลูกหนี้ทั้งก้อนเกือบ 3,477 ล้านบาท ถ้าใช้มาตรฐานการดำเนินงานแบบธนาคาร ต้องโดนตั้งสำรองทั้งหมด เนื่องจากมีการเลื่อนระยะเวลาชำระหนี้เกิดขึ้น โดยจะถูกมองว่าลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระได้ รวมกับเรื่องเงินลงทุนที่นำมาคิดเฉพาะในส่วนที่ซื้อเกินมูลค่าไปประมาณ 1,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะมีการ write off ซึ่งจะส่งผลกระทบกับงบการเงินปี 2560 แบบ worst case รวมกันอยู่ที่ 4,477 ล้านบาท ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของทรัพย์สินปัจจุบันของบริษัทเลยนะครับ !

จากข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ฟัง ในวันที่น้ำลดตอผุด นักลงทุนคงจะยี้กับหุ้น GL และถอยห่างกันได้ไม่ยาก ถึงแม้หุ้นจะยังไม่ได้ขึ้น SP ห้ามทำการซื้อขาย แต่ในวันที่ระดับน้ำยังสูง ภาพรวมตัวเลข โชว์กำไรสวยหรู ข่าววงในกระซิบกระซาบกันหนาหูถึงความรุ่งโรจน์ที่รอคอย จะมีนักลงทุนผู้รอบคอบซักกี่คนที่จะฉุกคิด จับความผิดสังเกตของพฤติกรรมผู้บริหารแบบนี้ ผ่านข่าวที่ประกาศออกมาผ่านทั้งกลต.และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความเห็นของที่ปรึกษาการเงินอิสระ หรือรายงานของผู้สอบบัญชี  กันบ้างครับ ?

ผมก็หวังว่า นักลงทุนที่สนใจ จะได้ข้อมูลสรุปเกี่ยวกับเหตุการณ์ผิดปรกติที่เกิดขึ้นกับบริษัท GL ในช่วงเกือบ 1 ปี ที่ผ่านมา เพื่อนำไปติดตามและต่อยอด วิเคราะห์ความเสี่ยง มองเห็นความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับหุ้น GL ต่อจากนี้ได้เอง และเป็นกรณีศึกษาให้เรารู้เท่าทัน ‘หุ้นหมาป่า’ ทั้งหลายได้ดีขึ้นในทุกๆวัน 

แล้วพบกันใหม่โพสหน้าครับ

(>> พบกับตอนต่อไป : The Warrior and Wolf Series : รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน : เล่นอ่ะไร? หุ้น IFEC โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA)

——

The Warrior and Wolf Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเข้าข่ายลักษณะของ ‘หุ้นหมาป่า’ เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงลักษณะอันตรายของหุ้นชนิดนี้ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและฝึกจับสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารให้เป็นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าเสี่ยงดวงทุกครั้งค่ะ

ในช่วง Life Cycle ทั่วไปของหุ้นหมาป่านั้น มักจะมีการปั่นข่าว ปั่นราคาไปในวงกว้าง สร้างความสนใจเพื่อปล่อยหุ้นออกที่ราคาสูง ในขณะที่ผู้บริหาร มีการทยอยทำธุรกรรมผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทไปในลักษณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยจุดจบของหุ้นหมาป่ามักจะเป็นการถล่มของราคาบ้าง การซึมลงยาว หรือมีการขึ้นสัญญาน SP ห้ามทำการซื้อขาย ซึ่งนักลงทุนที่รู้ไม่ทันนั้นก็มักจะหลงติดกับ ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงจนหมดทุน และไม่ได้มีโอกาสเห็นราคาวิ่งกลับมาในจุดที่ตัวเองเคยเข้าอีกเลย 

พวกเราหวังว่าหากนักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นหมาป่าดีพอ ก็น่าจะฉุกคิดเตือนสติให้ตัวเองหยุดลงทุนและถอยออกมานั่งดูได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหายในระดับที่ทำให้ตัวเองเสียใจจนเข็ดขยาดกับตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต

–หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ ติดต่อครูพิ้งได้ที่ Line : @pinkschools

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags