ใครรู้ทัน 5 ข้อนี้ไว้ ลงทุนกองทุนครั้งต่อไป….ขอให้ไม่เจ็บตัว

บทความนี้….

ครูพิ้งตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อช่วยเสนอแนวความคิดพื้นฐานสำหรับการลงทุนในกองทุน เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และ การเจ็บตัวที่เกิดจากความไม่รู้ และ การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในการลงทุนกองทุนให้กับนักลงทุนมือใหม่ หลายๆคนที่พึ่งเริ่มลงทุนค่ะ เนื่องจากครูพิ้งคิดว่า ขึ้นชื่อว่า การลงทุนกองทุนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประเภทไหนนั้นก็มักจะมาคู่กับคำว่า ความเสี่ยง เสมอไม่ว่าจะมากหรือน้อย ซึ่งวิธีเดียวที่จะทำให้เราไม่ต้องไปโพสต์ถามคนอื่นเค้าแบบเศร้าๆว่าเกิดอ่ะไรขึ้นกับกองทุนของเรา นั่นก็คือการศึกษาหาข้อมูลทำการบ้านให้ละเอียดและวางแผนการลงทุนของเราให้รอบคอบล่วงหน้า ‘ก่อน’ ที่จะชำระเงินค่าหน่วยลงทุนค่ะ

หลายๆคนเคยเจ็บตัวมาจากการลงทุนคราไหน ก็มักจะเข็ดพาลเลิกลงทุนไปครานั้น แต่ความเสี่ยงเรื่องกำลังซื้อที่ลดลงจากการนั่งทับเงินไว้เฉยๆในยุคนี้ก็เห็นได้ชัดขึ้นทุกวัน ดังนั้นการเพิ่มพูนความรู้เรื่องลงทุนอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่ทุกๆคนไม่ควรละเลย โดยเราควรจะถือว่าการขาดทุนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เป็นค่าเล่าเรียนที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาทักษะในการลงทุนของเราให้ดีขึ้น ดีกว่าค่ะ อย่าพึ่งถอดใจเลยนะคะ หากลองเอาความผิดพลาดย้อนกลับไปดูซักหน่อยเราอาจจะเห็นแนวทางที่ดีกว่าเดิมในการลงทุนของเรารอบหน้าก็ได้ค่ะ

วันนี้ครูพิ้งเลยจะขอเชิญลองมาพิจารณาข้อผิดพลาดที่ครูพิ้งคิดว่า คนส่วนใหญ่มักจะทำกันดูบ้างค่ะว่า มีข้อไหนเราเผลอทำไปบ้างไหม ที่ยกมาให้ฟังครูพิ้งก็เคยทำเองมาหมดแล้วเหมือนกันนะคะ ยืดอกยอมรับค่ะ เพราะกว่าจะมายืนพูดเรื่องนี้วันนี้ได้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควรค่ะ

ข้อผิดพลาดข้อที่ 1 : ไม่กระจายการลงทุนเลย

ก่อนอื่น ครูพิ้งอยากให้เราเข้าใจตรงกันก่อนว่า การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่แบ่งเกรดมากน้อยไปตามประเภทของสินทรัพย์เสมอค่ะ กองทุนก็เช่นกัน มีความเสี่ยงแบ่งไปตามตราสารที่ไปลงทุนอยู่ นักลงทุนเจ็บตัวได้แน่ๆ ถ้าไม่ศึกษาให้ดีๆ

แต่ข้อดีของการลงทุนในกองทุนที่เห็นชัดเจนจริงๆแล้ว คือความสามารถในการเข้าถึงสินทรัพย์ชนิดต่างๆที่นักลงทุนรายย่อยปรกติไม่สามารถ ไปลงทุนเองได้โดยตรงแถมยังสามารถเริ่มต้นลงทุนได้โดยใช้เงินก้อนเล็ก ยกตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้ หุ้นต่างประเทศ หรือ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือแม้แต่การพยายามจะกระจายการลงทุนเองด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาด นักลงทุนรายย่อยก็ไม่สามารถที่จะทำได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เหมือนกับการซื้อกองทุนนะคะ

ดังนั้น แทนที่เราจะเน้นแต่การลงทุนแบบกระจุกตัวเพียงอย่างเดียว เราจึงควรใช้ข้อดีของกองทุน ที่เปิดโอกาสให้เราสามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์ได้อย่างหลากหลาย มาออกแบบสร้างพอร์ตโฟลิโอกองทุนของเราให้สมดุลและ มีการกระจายความเสี่ยงที่ทำให้เราจะไม่ต้องเจ็บหนักทั้งหมดหากแนวโน้มของสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่งเข้าสู่ช่วงตกต่ำค่ะ

ในการเขียนบทความนี้ ครูพิ้งก็ได้ค้นคว้าตรวจสอบแนวทางในการลงทุนที่นิยมกันว่ามีอะไรบ้างนะคะ แต่ไอเดียที่ครูพิ้งคิดว่า น่าสนใจและดูเหมาะสม สำหรับมือใหม่ในการจัดพอร์ตกองทุนก็คือเรื่องของการฝึกมองที่ภาพใหญ่ว่าในพอร์ตกองทุนของเราจะสามารถจัดสรรไปลงในสินทรัพย์ชนิดๆต่างๆได้อย่างละกี่เปอร์เซ็นต์จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับเป้าหมายในการลงทุนของเรา

ก่อนที่เราจะเริ่มเถียงกันว่า กองทุนชนิดไหนสร้างผลตอบแทนดีกว่ากัน ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่นักลงทุนมืออาชีพทุกๆคนเห็นพ้องต้องกันทั่วโลกก็คือ การจัดสรรสัดส่วนสินทรัพย์ (Asset Allocation ) ในการลงทุนให้เหมาะสมนั้นจะเป็นกลยุทธ์ที่สร้าง ผลตอบแทนชนะกลยุทธ์อื่นๆในระยะยาวค่ะ ยกตัวอย่างคำพูดในบทความ Why Asset Allocation is King โดย Sophie de la Chapelle ให้ฟังนะคะ

ครูพิ้งชอบที่เค้าบอกว่า ‘คุณไม่ต้องกระจายการลงทุนก็ได้ ถ้าคุณคือ The Next Warren Buffet’

แล้วเราๆท่านๆทั้งหลาย คิดว่าตัวเองใช่มั้ยคะ ?

ข้อผิดพลาดข้อที่สอง : ลงทุนไม่เหมาะสมกับช่วงอายุ ความชำนาญที่มี และ ความเสี่ยงที่รับได้

คำแนะนำส่วนใหญ่ที่หนังสือเรียนมักจะพูดสอน คือ ช่วงอายุ ที่จะมีส่วนช่วยตัดสินว่า เรารับความเสี่ยงได้เท่าไหร่ ใครอายุน้อยมักจะแนะนำให้ลงทุนแบบเสี่ยงมากๆ แบบ ลงในกองทุนหุ้นเยอะๆหรือทั้งหมด แต่จริงๆแล้ว

คนอายุน้อย ไม่ได้รับความเสี่ยงได้มากโดยอัตโนมัติกันทุกคนค่ะ เพราะบางท่านอาจจะยังมีอาชีพที่ไม่มั่นคง เงินเดือนยังน้อย เงินเก็บยังน้อย ในขณะที่กำลังเริ่มสร้างหลักฐานในครอบครัว ก็มีภาระต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ ดังนั้นการเอาเงินที่ต้องใช้จ่าย ไปเสี่ยงกับกองทุนหุ้นทั้งหมด โดยที่ขาดความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์สภาพตลาด เวลาขาดทุนมาเงินที่จะเอาไปจ่ายหมุนดูแลภาระที่มีก็อาจจะไม่เพียงพอ กลายเป็นความเครียดไปมากกว่าเดิม

ในบทความ Two Asset Allocation Rules You Need To Follow At Any Age โดย Carolyn Marsh นั้นมีการพูดถึง หลักการจัดพอร์ตสำหรับมือใหม่ ในช่วงเริ่มต้นหัดลงทุน (Ideal Starter Portfolio) ที่น่าสนใจค่ะ นั่นคือ จัดสรร หุ้น 1/3 ส่วน พันธบัตร 1/3 ส่วน และ สินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้ออีก 1/3 ส่วนของพอร์ต ซึ่งเมื่อครูพิ้งได้พิจารณาดูแล้วก็คิดว่า เป็นไอเดียที่ไม่เลวค่ะ

เพราะสิ่งที่ออกจะยากในความเป็นนักลงทุนมือใหม่ คือการคาดการณ์สภาวะตลาดเชิงลึก ที่ได้รับผลกระทบจากหลากหลายปัจจัย ด้วยความแม่นยำ

การเลือกลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว บ่อยครั้งกำไรก็กลายเป็นขาดทุน ก็เพราะเราไม่รู้ทางหนีทีไล่ดีเท่ากับผู้ที่เจนจัดอยู่ในสมรภูมิค่ะ ปรับพอร์ตไม่ทันก็อาจจะเจ็บหนักในบางเวลาเหมือนกัน ดังนั้น เราอาจจะลดความผันผวนของเงินลงทุนบางส่วนไปอยู่ในกองทุนพันธบัตร ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก มีสภาพคล่องในการเปลี่ยนเป็นเงินสด ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า และ มีความมั่นคงกว่าในเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ ในส่วนของสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ ในระยะยาว ครูพิ้งขอเสนอให้ลองมองที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถเพิ่มค่าเช่าที่เก็บได้ ทุกปีไปตามสภาพเศรษฐกิจและจ่ายส่วนแบ่งปันผลสม่ำเสมอค่ะ และเมื่อเรามีความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นแล้ว ค่อยทยอยหาจังหวะเพิ่มการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น ในช่วงที่ตลาดหุ้นจัดเซลหนักๆ ก็อาจจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้เราได้ดีขึ้นโดยที่เกิดข้อผิดพลาดน้อยลงด้วยค่ะ

ข้อผิดพลาดข้อที่สาม : ลงทุนหมดหน้าตักในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จักดี

ข้อนี้ครูพิ้งเห็นคนพลาดมาเยอะมากค่ะ จะเป็นกองทุนหรือการลงทุนชนิดไหนก็ตาม คนเราพอกิเลสบังตา ได้ข้อมูลที่ถูกใจมาหน่อยก็คิดเข้าข้างตัวเอง ทุ่มหมดหน้าตักทันทีโดยไม่สนใจจะทยอยทำการบ้านเพิ่มเติม ซึ่งเราอาจจะลืมไปว่า เราไม่ได้รู้จักสินทรัพย์ชนิดนั้นดีจริงๆ ต่อให้มีอีกสิบคนมาบอกเราว่าดีอย่างนั้นอย่างนี้

เวลาที่เราลองทำอะไรใหม่ๆ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือ ใจเย็นๆและเริ่มทยอยลงทุนทีละน้อยเพื่อศึกษาค่ะ และควรเหลือเงินสดติดพอร์ตไว้เผื่อแก้สถานการณ์หากอะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิดบ้างเสมอๆนะคะ

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราเองก็ควรมีความละเอียดรอบคอบในการศึกษา หาข้อมูลและสังเกตปัจจัยที่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงของราคาเพื่อจะได้ทำความเข้าใจกับสินทรัพย์ตัวนั้นให้ดีขึ้นเป็นลำดับด้วยค่ะ

ข้อผิดพลาดข้อที่สี่ : ไม่เปรียบเทียบข้อมูลการลงทุนอย่างละเอียด

ถ้าแหล่งที่รวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหุ้นในประเทศไทยคือเว็บไซต์ Settrade เว็บไซต์ของ Morningstar Thailand ก็คือ Settrade ของกองทุนในทำนองเดียวกันค่ะ

ในเวบนี้มีข้อมูลที่เอาไว้ทำการบ้านดีๆมากมายค่ะ แต่บางท่านอาจจะยังไม่ค่อยทราบถึงการใช้งานในเชิงลึกกันเท่าไหร่นะคะ เห็นพูดถึงกันแต่เรื่องเรทติ้ง

เรทติ้งของ Morning Star นั้น มีการนำมาใช้ประชาสัมพันธ์กองทุนต่างๆอยู่ตลอดเวลาค่ะ ว่าได้ 5 ดาวคือดี ครูพิ้งอยากเตือนก่อนเลยว่า ก็อาจจะดีค่ะ แต่เป็นเรื่องของผลงานที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตทั้งนั้น ไม่สามารถเอามาชี้บ่งอนาคตกันได้ 100% เพราะกองทุนนั้นๆเค้าอาจจะฟลุคมาได้รางวัลเมื่อเร็วๆนี้เพราะ สภาพตลาดดีด้วยรึเปล่า

ถ้าเค้าได้ 5 ดาวมาปีนี้ ปีหน้าตลาดไม่ดีเค้าจะได้ 5 ดาวอีกมั้ย มีใครรับประกันได้บ้างคะ

การพิจารณาดาวของ Morning Star นั้นจึงอาจจะเป็นปัจจัยบวกตัวนึงที่เราเก็บไว้พิจารณา การเลือกกองทุนประกอบกับปัจจัยบวกอื่นๆ ซึ่งข้อมูลสำคัญที่เราควรเก็บเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ Morningstar โดยนอกเหนือจากการดูดาวแล้วควรจะเป็นเรื่องของ Expense Ratio ที่ไม่ควรสูงเกินไป นโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมตอนซื้อและขาย ข้อมูลของผู้บริหารกองทุน รายละเอียดทรัพย์สินที่ลงทุน การเปรียบเทียบผลงานกับ Benchmark และ Peer การดูความสม่ำเสมอของกราฟผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี ฯลฯ ที่มีประโยชน์ในการทำการบ้านของเราค่ะ

นอกจากนี้ครูพิ้งสังเกตว่า ในเว็บไซต์ของ Morningstar นั้นจะมีฟังชั่น X-Ray ที่ดูน่าเล่นมากๆ โดยที่เราสามารถออกแบบเลือกกองทุนมาใส่เปอร์เซ็นต์ Allocation ให้ดูได้ว่าถ้าเลือกกองทุนยี่ห้อต่างๆผสมกันในสัดส่วนเท่านั้นเท่านี้ ผลลัพธ์จะกลายเป็นการจัดพอร์ตที่ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ชนิดใด สัดส่วนเท่าไหร่บ้าง ต่างประเทศหรือในประเทศ Expense Ratio คำนวณออกมาอยู่ที่เท่าไหร่

อีกแหล่งข้อมูลนึงที่อยากจะแนะนำใช้เพื่อความสะดวก คือการใช้ Application Fin App เพื่อช่วยเปรียบเทียบหน้าตากราฟ NAV กองทุนให้เห็นชัดๆ และรายละเอียดย้อนหลังต่างๆคู่กันไปได้อย่างรวดเร็วจากอุปกรณ์มือถือ หากข้อมูลในเว็บไซต์ Morning Star หายากกว่าค่ะ

ข้อผิดพลาดข้อที่ห้า : ไม่ศึกษาจังหวะในการเข้าลงทุนที่เหมาะสม และ ลงทุนด้วย ความคาดหวังผลตอบแทนที่สูงมากๆในระยะสั้น

ครูพิ้งนั่งดูบางคนบ่นอยู่ในอินเทอร์เน็ต ก็สงสัยค่ะ บางคนลงทุนกองทุน แต่ทำตัวเหมือนกำลังเล่นหุ้นปั่น คอยเฝ้า คอยลุ้น NAV อยู่หน้าจอราวกับกำลัง Trade เอง และ คาดหวังว่าตัวเองจะไม่ต้องเห็นตัวเองติดลบเลย ถ้าติดลบคือผิด ทุกๆอย่างในโลกผิดหมด ยกเว้นตัวเอง

จริงๆแล้ว การลงทุนในกองทุน นี่ก็คล้ายๆกับการฝากเค้าซื้อของนะคะ เค้าซื้อของมาให้ไม่ถูกใจเรา นี่ก็ความผิดเราส่วนหนึ่งค่ะ ไปเชื่อใจเค้าหมด ไม่เช็คประวัติคนซื้อให้ดีๆ หรือ ไม่วางแผนช่วงเวลาฝากซื้อให้ดีๆ ส่วนการรอรับผลตอบแทนนี่ก็เหมือนการนั่งเครื่องบินค่ะ เราต้องเข้าใจก่อนเลยว่า ถ้าเครื่องบินขึ้นไปแล้ว จะเดินทางด้วยความสงบใจได้ เราต้องมีความเชื่อใจนักบินที่ขับเครื่องบินให้เราระดับนึง เพราะต่อให้เราไม่แฮปปี้กับสไตล์การบังคับเครื่องของเค้า เราก็ลุกไปขับแทนเค้าให้ไม่ได้อยู่ดี เพราะทำไม่ได้นะคะ

โดยในระหว่างการเดินทางเครื่องอาจจะตกหลุมอากาศบ้างอะไรบ้าง แต่สิ่งที่สำคัญคือสุดท้ายแล้วเค้าไม่ขับเครื่องชนภูเขา หรือ ลงทะเลไป ในระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องผู้โดยสารครูพิ้งก็ขอแนะนำให้สวดมนต์วนไปค่ะ เพราะเลือกเค้ามาแล้ว เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากรอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพค่ะ

อีกเรื่องสำคัญนะคะ กองทุนบางชนิดครูพิ้งก็ไม่แนะนำให้เข้าไปถือไว้เยอะเกินไปด้วยค่ะ เพราะดูจะมีลักษณะเหมือนการเล่นพนัน อย่าง Trigger Fund ที่ตั้งเป้าหมายผลตอบแทนสูงๆและจะปิดกองเมื่อทำได้ในระยะเวลาสั้นๆที่กำหนด เพราะแน่นอนว่ายิ่งตั้งเป้าผลตอบแทนสูงเท่าไหร่ ตราสารที่ต้องเข้าไปลงทุนก็ต้องมีความหวือหวาพอสมควร ซึ่งโอกาสผิดทางก็มีอยู่เหมือนกับการเล่นหุ้นปั่น เพียงแต่เราไม่ได้เล่นเอง ฝากเค้าเล่นให้นี่แหล่ะค่ะ เกรงว่า ผู้โดยสารจะหัวใจวายคาที่นั่งก่อน ถึงที่หมายนะคะ

ก่อนจบบทความนี้ ถ้ายังพอมีแรงเหลือครูพิ้งขอแนะนำให้ฝึกลองหาอ่านแรงบันดาลใจในการลงทุน จากแนวทางของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติมดูด้วยค่ะ เพราะการกระจุกแหล่งข้อมูลของตัวเองอยู่แค่ในภาษาไทย ก็อาจจะทำให้เรามีความเสี่ยงทางด้านข้อมูลที่แปลผิดมาเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวนะคะ

ข้อผิดพลาดเบื้องต้นทั้งห้าข้อที่ยกมาให้ฟัง ครูพิ้งก็หวังว่าน่าจะพอเป็นแนวทางให้นักลงทุนมือใหม่หลายๆท่านได้ ฉุกคิดและลองนำไปปรับให้เข้ากับแผนการลงทุนของตัวเองดู เพื่อให้การลงทุนคราวหน้าของเราเจ็บตัวน้อยลง จนไม่เจ็บตัวเลยในที่สุดบ้างนะคะ

ก่อนจบบทความนี้ ใครที่สนใจบทความทางด้านการลงทุนเพิ่มเติม ก็สามารถติดตามครูพิ้งที่ FBเพจ Pink Financial Coach หรือเข้าเว็บไซต์ทางการเงินที่น่าสนใจ อย่าง Krungsri Guru ได้เช่นเคยนะคะ

พิเศษหน่อย สำหรับชาวฟรีแลนซ์ที่กำลังมองหากองทุนเป็นทางเลือกในการลงทุนอยู่ ลองดูคลิปสั้น ๆ ด้านล่างกันนะคะ

 

 

 

 

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags