พลิกโฉมหน้าตาเรซูเม่หรือซีวี (ตอนที่ 2) : ประวัติการทำงานที่ดีต้องมีอะไร

พลิกโฉมหน้าตาเรซูเม่หรือซีวี …… ประวัติการทำงานที่ดีต้องมีอะไร

วันนี้เราจะมาคุยกันต่อเรื่ององค์ประกอบสำคัญของเรซูเม่ซึ่งก็คือเนื้อหานั่นเอง เราจะต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้อ่านสามารถใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 วินาทีในการมองเรซูเม่ของคุณอย่างผ่านๆแล้วรู้เลยว่าคุณมีเป้าหมายอย่างใดในอาชีพการงาน หากดูแล้วไม่ได้คำตอบภายใน 10 วินาทีครูพิ้งว่าคุณก็ควรจะปรับแต่งเนื้อหาหรือหน้าตาเรซูเม่ของคุณอีกสักหน่อยแล้วล่ะ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล  ผู้จัดการสรรหาบุคลากร และแมวมองผู้บริหาร  จะใช้เวลาเพียงสั้นๆในการศึกษาเรซูเม่ของคุณ มีผู้ทำการศึกษาแล้วพบว่าสิ่งที่เขาเหล่านี้จะดูก็คือชื่อ ตำแหน่งงานและบริษัทปัจจุบัน วันที่เริ่มต้นและสิ้นสุดการทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน ตำแหน่งงานและบริษัทก่อนหน้า วันที่เริ่มต้นและสิ้นสุดการทำงานในตำแหน่งก่อนหน้า รายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษา ดังนั้นคุณจึงควรวางรูปแบบให้มีความชัดเจนโดยควรใช้บุลเล็ทพอยท์ การเว้นช่องว่างและตัวหนังสือเข้มช่วย พยายามอย่าพิมพ์อะไรแน่นๆยาวๆเพราะว่าเขามักจะอ่านข้ามไปเลย

ลองถามตัวเองดูนะคะว่าข้อมูลทั้งหมดที่คุณใส่ลงไปแล้วนั้นมันเกี่ยวกับงานที่กำลังสมัครหรือไม่ การระบุรายการตำแหน่งงานที่ผ่านมา ทักษะและความสำเร็จต่างๆไม่เพียงพอหรอกค่ะที่จะทำให้คุณดูเด่น และหากจะว่าไปแล้วข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องต่างๆนี้แหละที่จะทำให้คุณไม่ได้งาน เรามาไล่ดูกันก่อนดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่คุณไม่ควรจะใส่ลงในเรซูเม่ของคุณ

1. ข้อมูลส่วนบุคคล – ข้อมูลส่วนบุคคลที่จำเป็นเพียงอย่างเดียวก็คือข้อมูลเพื่อใช้ติดต่อคุณเท่านั้น ได้แก่ ที่อยู่ อีเมลและหมายเลขโทรศัพท์ หากเรซูเม่ในประเทศไทยก็มักจะระบุวันเกิดหรืออายุด้วย ข้อมูลอื่นใดไม่จำเป็นทั้งนั้น เช่น เพศ กลุ่มเลือด ศาสนา เงินเดือนปัจจุบัน ฯลฯ

2. เกรดเฉลี่ย – หากเกรดเฉลี่ยไม่ถึง 3.5 ก็ไม่ต้องระบุในเรซูเม่ของคุณเพราะจะดูธรรมดาเกินไปในขณะที่คุณต้องการให้ตัวเองดูพิเศษกว่านั้น นายจ้างส่วนมากไม่สนใจเกรดคุณเท่าไรอยู่แล้วเนื่องจากเขาแค่อยากให้คุณทำงานได้ก็พอแล้วค่ะ

3. งานอดิเรก – หากงานอดิเรกของคุณไม่เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร (เช่น คุณชอบดูสารคดีและงานที่สมัครเป็นงานที่ Thai PBS) อย่างนั้นก็ไม่ต้องระบุไปเลยค่ะเพราะจะกินพื้นที่ไปเปล่าๆ

4. รูปถ่าย – ไม่ต้องใส่รูปนะคะ ถ้าบริษัทที่คุณสมัครนี้ขอรูปก็ให้ส่งรูปให้ต่างหากเลย เนื่องจากถ้าคุณใส่รูปในเรซูเม่แล้วคุณก็จะเสียพื้นที่ในการนำเสนอความสำเร็จของคุณไปพอสมควร และในบางประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาหากคุณใส่รูปถ่ายในเรซูเม่ของคุณแล้วก็จะยิ่งดูไม่โปร ผู้รับสมัครเองก็จะกระอักกระอ่วนใจเพราะอาจถูกกล่าวหาว่าเลือกจ้างหรือเลือกไม่จ้างเพราะหน้าตาหรือรูปลักษณ์ของคุณได้อีก

5. เป้าหมาย – เมื่อก่อนคนอาจเขียนเป้าหมายในชีวิตการทำงานกันแพร่หลายแต่นับวันก็ยิ่งมีคนเขียนน้อยลงเนื่องจากสิ้นเปลืองพื้นที่บนหน้ากระดาษ หากคุณอยากพูดถึงเป้าหมายในชีวิตการทำงานของคุณก็ให้เขียนบรรยายในจดหมายแนะนำตัวไปเลยจะดีกว่า

6. บุคคลอ้างอิง – เดี๋ยวนี้คงไม่ต้องใส่ว่า “References available upon request” ตรงท้ายเรซูเม่แล้วเพราะน่าจะเป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าถ้าเขาขอคุณก็จะให้อยู่ดี เก็บที่ไว้สำหรับข้อมูลอื่นๆที่สำคัญกว่าจะดีกว่าค่ะ

อย่าลืมปรับเรซูเม่ของคุณให้เหมาะกับงานที่กำลังสมัคร ข้อมูลอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่เล็งอยู่นั้นก็ให้เอาออกไปก่อน และถ้าคุณมีเรซูเม่เวอร์ชั่นที่อัพโหลดขึ้นออนไลน์ก็โปรดระวังให้ข้อมูลตรงกันกับเวอร์ชั่นที่เป็นกระดาษด้วย หากทั้งสองเวอร์ชั่นดูแล้วไม่เหมือนกันคงไม่ค่อยดีหรือหากมีข้อมูลขัดแย้งกันจะยิ่งแย่ คุณอาจถูกมองว่าเป็นผู้สมัครที่ไม่จริงจังหรือไม่ตรงไปตรงมาและอาจจะเสียโอกาสในการได้งานนั้นได้

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags