มหากาพย์ CFA ตอนที่ 9 : CFA Level 3 : เมื่อมวยวัด…ถึงเวลาเทิร์นโปร

สวัสดีค่ะ

สำหรับเนื้อหาในตอนนี้ อาจจะถือเป็นตอน Climax ก็ได้นะคะ เพราะเราก็คุยกันมาจนถึงระดับ CFA Level 3 กันแล้ว หลังจากที่เราได้พูดถึงความรู้ความสามารถของผู้ที่ได้สอบผ่านหลักสูตร CFA มาถึง 2 ระดับกันไปแล้ว วันนี้อาจารย์ปิยะ จะมาเล่าสู่กันฟังต่อนะคะ ว่าหลังจากที่เราบากบั่นสอบ CFA ผ่านจนครบ 3 Level แล้วความรู้ที่ได้รับในระดับสูงสุดนี้ จะบ่มเพาะและขัดเกลาจนเปลี่ยนให้เรากลายเป็นมืออาชีพในสายการเงิน หรือ ที่เรียกกันบ่อยๆในวงการกีฬาว่า เทิร์นโปร ได้อย่างไรค่ะ

“ครับ ก็จากที่ผมได้อธิบายถึงความสำคัญของ CFA Level 2 ไปแล้วว่าทั้งยาก ทั้งเยอะ ทั้งยังเป็นทางแยก ที่จะวัดใจผู้สมัครว่าจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคไปจนสุดทาง ได้หรือไม่นั้น

จึงเป็นที่แน่นอนครับว่าหากผู้สมัครท่านใดสามารถสอบผ่าน CFA Level 2 มาจนได้ ก็ย่อมจะรู้สึกฮึกเหิม และตื่นเต้นเป็นอย่างมากว่า อีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้น ความฝันสูงสุดในวันนี้ของเราจะเป็นความจริง ผมก็เลยขอเป็นกำลังใจให้กับ CFA candidate Level 3 อีกแรง ให้สู้ต่อไป อย่าได้ท้อถอยจนกว่าจะถึงวันนั้นที่คุณจะได้มาแลกนามบัตรกันกับรุ่นพี่ในสมาคม CFA อย่างภาคภูมิใจนะครับ

แต่การเตรียมตัวเพื่อต่อสู้กับเนื้อหาของ Level 3 นั้น ผมก็ต้องขอชิงบอกก่อนด้วยนะครับว่า สไตล์การเตรียมตัวสอบนั้น จะต้องเปลี่ยนไปอีกจาก Level 2 เนื่องจากข้อสอบในช่วงเช้าจะเป็นการเขียน ไม่ใช่เป็นการเลือก A, B และ C อีกต่อไป (แต่ในตอนบ่ายจะยังคงเป็น Item Set เหมือนเดิมครับ)

เมื่อลองมาสำรวจเนื้อหาในหลักสูตร CFA Level 3 กันคร่าวๆดูนั้น จะพบว่าเนื้อหาที่จะทดสอบความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือในการประเมินมูลค่า (Valuation) สินทรัพย์ทั้งหลายรูปแบบ นั้นยังอยู่ครบ แต่วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้จะต่างออกไป โดยสิ่งที่จะถูกยกมาเน้นมากที่สุดคือ การจะหยิบเอาเครื่องมือเหล่านี้มาใช้งานในการบริหารพอร์ทการลงทุนขนาด ใหญ่ให้มีผลตอบแทนตามที่คาดหวัง (Portfolio Management) ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาดูขั้นตอนการฝึกเป็นผู้บริหารกองทุนกันไปทีละขั้นด้วยกัน นะครับ

ด่านแรกที่ผู้สมัครจะต้องได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจนั้น เป็นหัวข้อที่อาจจะเป็นหัวข้อจี้ใจดำสำหรับผู้สมัครที่ลงทุนเองอยู่ในตลาดหุ้นอยู่ ก็คือ พฤติกรรมการลงทุน หรือ Behavioral Finance นั่นเองครับ

เนื้อหาหลักในหัวข้อนี้จะแจงให้เราเห็นว่า  คนส่วนใหญ่มักจะลงทุนโดยไม่มีเหตุผล โดยจะตัดสินใจไปตามวิธีการมองโลกของตัวเอง หรือที่เรียกว่า มักเกิดความลำเอียง (Bias) เข้าข้างตัวเองไปต่าง ๆนาๆ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถที่จะลงทุนตามหลักการที่ดีเป๊ะ ๆได้

การทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตใจนักลงทุน ในเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างมากเลยนะครับ เนื่องจากในการบริหารการลงทุน ผู้บริหารเงินจะต้องสามารถสังเกตและแยกแยะได้ว่า ลูกค้าแต่ละคนมีธรรมชาติ และความคาดหวังที่ต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะลูกค้าส่วนบุคคลนั้น อาจจะพบได้บ่อยว่ามีอาการ ‘หุ่นไม่ให้แต่ใจรัก’ หรือตามภาษาในเนื้อหาก็คือ ความยินยอมที่จะเสี่ยง (Willingness) กับ ความสามารถ (Ability) ในการรับความเสี่ยงนั้นสวนทางกัน

หลังจากเข้าใจเนื้อหาในส่วนนี้แล้ว ว่าที่ผู้จัดการกองทุน ก็จะต้องมาฝึกจัดทำสิ่งที่เรียกว่า ‘นโยบายการลงทุน’ หรือ Investment Policy Statement (IPS) ซึ่งเปรียบเสมือนคู่มือ ในการลงทุนของลูกค้าแต่ละคน ที่จะไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ โดยจะต้องสามารถจัดทำให้กับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้าบุคคล หรือ ลูกค้าสถาบัน อาทิ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญของบริษัท เงินลงทุนของบริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต มูลนิธิ หรือ ธนาคาร เป็นต้น และ นโยบายการลงทุน นี้จะต้องถูกทบทวนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง (เหมือนตรวจสุขภาพประจำปี) หรือทบทวนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ข้อที่ผู้จัดการกองทุนจะต้องยึดถือก็คือ สิ่งใดก็ตามหากไม่ได้ถูกระบุไว้ในนโยบายการลงทุนไว้ก่อน  จะไม่สามารถดำเนินการได้ทั้งนั้น

ซึ่งรายการของสิ่งที่จะต้องระบุนั้น ได้แก่ ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ (Return) ความเสี่ยงที่คาดว่าจะเกิด (Risk) และข้อจำกัดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเช่น สภาพคล่องของพอร์ทการลงทุน (Liquidity) กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง (Legal and Regulatory) ภาษีที่เกี่ยวข้อง (Tax) ระยะเวลาในการลงทุน (Time Horizon) และเหตุการณ์เฉพาะอื่น ๆ ที่ไม่สามารถระบุไว้ข้างต้น (Unique Circumstances)

หลังจากที่ฝึกเขียนนโยบายการลงทุนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงจะข้ามมาถึงขั้นตอนเรียนรู้ แนวทางการจัดสรรเงินใน พอร์ทการลงทุนกันซะที  โดยก่อนที่จะเริ่มจัดได้ เราต้องทำ Capital Market Expectation เพื่อสำรวจ ดูความสัมพันธ์ระหว่าง ผลตอบแทนและความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทที่มีอยู่ทั่วโลกไม่ใช่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง (Asset Classes) ไม่ว่าจะเป็น หุ้น (Equity) ตราสารหนี้ (Fixed Income) สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment)  เป็นต้น และยังต้องแบ่งออกไปอีกว่า เป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในประเทศ (Domestic) อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว (Developed) หรืออยู่ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) รวมถึง ยังต้องทำความเข้าใจกับสภาพเศรษฐกิจในระดับมหภาคของแต่ละประเทศ ที่จะส่งผลต่อสินทรัพย์แต่ละตัวแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้จัดพอร์ทสามารถตัดสินใจจัดสรรการลงทุนให้เกิดผลตอบแทนได้สูงสุดภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้นั่นเองครับ

พูดมาถึงตรงนี้จึงขอเสริมซักหน่อยครับว่า จุดนี้เองอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ผู้ที่ได้เข้ามาเรียนรู้หลักสูตร CFA Level 3 นั้นมีความเป็นมืออาชีพระดับโลกอย่างแท้จริง เพราะไม่ได้จำกัดความรู้ในการลงทุนอยู่เพียงในประเทศของตน ซึ่งตลาดหุ้น และสถาบันการเงินการลงทุน อาจจะยังพัฒนาไปไม่ทัดเทียมกับประเทศที่เจริญกว่ามากแล้ว

หลังจากนั้นเมื่อเข้าใจถึงผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ได้จากสินทรัพย์ทุกชนิดแล้วจึงนำความเข้าใจนั้นมาเลือกจัดสรรเปอร์เซ็นการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทประกอบกันเป็นพอร์ทการลงทุน ที่น่าจะได้ผลตอนแทนและความเสี่ยงตามที่นโยบายการลงทุนกำหนดไว้

ในขั้นตอนนี้เราจะเรียกมันว่าเป็นการทำ Asset Allocation ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการลงทุน โดยในหลักสูตร CFA นี้จะเน้นให้ผู้เรียนทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าความสำเร็จในระยะยาวของ การบริหารเงินกองทุนขนาดใหญ่นั้นจะเกิดจากการจัดสรรการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดต่างๆเป็นหลัก โดยหาใช่จะเกิดจากความสามารถในการเลือกหุ้น หรือความสามารถในการจับจังหวะเวลาซื้อขายเพียงอย่างเดียวเสมอไป

ซึ่งจากเนื้อหาในเรื่องการจัดการสรรเงินลงทุนนี้ พบว่ากว่าร้อยละ 80 ของผลตอบแทนที่ได้รับ มาจากการทำ Asset Allocation ที่ดี ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆครับ โดยการจัดพอร์ทการลงทุนนั้น ก็จะมีการแบ่งออกเป็นพอร์ทตราสารหุ้น พอร์ทตราสารหนี้ พอร์ทของสินทรัพย์ทางเลือก โดยบางหัวข้อจะต้องแตกย่อยไปพูดถึงสไตล์การบริหารแบบ Active หรือ Passive อีกด้วยครับ

ลำดับต่อไปเมื่อได้จัดสรรพอร์ทการลงทุนเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่ช่วงการควบคุมดูแลพอร์ท (Monitoring) ซึ่งอาจจะมีการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) อันเกิดจากสาเหตุต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของ ค่าเงินที่มีความผันผวน และหากพอร์ทการลงทุนมีการเคลื่อนไหวที่ออกนอกกรอบที่วางเอาไว้ ก็อาจจะต้องมีการปรับพอร์ท (Rebalance) บ้างตามเกณฑ์ที่กำหนด

หลังจากนั้นมาถึงขั้นตอนสุดท้าย เนื้อหาของหลักสูตรก็เข้าสู่เรื่อง จะเป็นการวัดผลงาน (Performance) ของผู้จัดการกองทุนว่าสามารถทำผลตอบแทนได้เข้าเป้าหรือไม่ โดยจะมีวีธีที่จะดูว่าผลตอบแทนที่ทำได้นั้น มาจากฝีมือจริง ๆ หรือโชคช่วย รวมไปถึงการดูว่าผลตอบแทนที่ได้นั้น ยังคงเป็นไปตามนโยบายที่ได้นำเสนอไว้กับนักลงทุนหรือไม่ เช่น อาจจะบอกว่าผู้จัดการคนนี้เก่งในการลงทุนสร้างผลตอบแทนจากหุ้นขนาด ใหญ่ (Big Cap) แต่พอเอาเข้าจริง ๆ กลับไปลงทุนและได้ผลตอบแทนจากหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กซะงั้น (Mid and small Cap) ซึ่งหลักจากนั้นผู้จัดการกองทุนก็จะได้รับการประเมินจากลูกค้าว่า มีผลงานบริหารเป็นที่น่าพอใจหรือไม่

ทั้งหมดที่พูดไปนั้น จะเป็นเนื้อหาการสอบในช่วงเช้าของ CFA Level 3 นะครับ สำหรับในช่วงบ่ายนั้น ผู้สมัครสอบก็จะได้พบกับ การทดสอบเรื่องของเครื่องมือต่าง ๆ ในเนื้อหา CFA Level 3 ที่จะเน้นการนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น หากต้องการปรับพอร์ทหุ้น หรือตราสารหนี้ ควรจะใช้เครื่องมือแบบไหน แนวทางไหน เพื่อให้มีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด โดยอาจจะนำตราสารอนุพันธ์เข้ามาช่วยจัดการ ลดความเสี่ยง โดยที่ไม่ต้องขายหุ้นออกมาทั้งหมด เป็นต้น หรือหากมีมุมมองว่า ตลาดจะขึ้น ตลาดจะลง ตลาดจะแกว่งแรงแต่ไม่รู้ทิศทาง ตลาดน่าจะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ไปไหน ซึ่งในแต่ละมุมมอง  ผู้สมัครสอบก็จะต้องสามารถที่จะเลือกสรรวิธีการ ลงทุนเพื่อให้เกิดผลตอนแทน  และป้องกันความเสี่ยงได้ ทั้งสิ้นนะครับ

หลังจากที่ได้เห็นเนื้อหา Level 3 คร่าว ๆกันแล้ว ก็น่าจะสามารถมั่นใจได้นะครับว่า ผุ้ที่สอบผ่านจนครบหมด จะมีความรู้ความสามารถครบถ้วนทุกกระบวนท่า เพียงพอที่จะไปเริ่มต้นทำหน้าที่บริหารเงินลงทุนได้อย่างมืออาชีพ และในขณะเดียวกันก็สามารถที่จะเลือกบริหารเงินลงทุนของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”

เสริมต่อจากอาจารย์ปิยะนะคะ ครูพิ้งก็รับรองได้เลยว่า ผู้ที่สอบผ่าน CFA Level 3 แล้ว จะเป็นผู้ที่บริษัทส่วนใหญ่อยากจะเชิญไปร่วมงานด้วยแน่นอนค่ะ และที่ผ่านมา ครูพิ้งก็เห็นได้ว่าการสอบ CFA ผ่านครบทั้ง 3 ระดับ ก็ได้ช่วยเปลี่ยนชีวิตให้กับใครหลาย ๆ คน ตั้งแต่อาจารย์ปิยะ ไปจนถึงลูกศิษย์ และเพื่อน ๆ ครูพิ้ง อีกหลายคนที่หน้าที่การงานและผลตอบแทน ได้เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนสอบผ่านบางคนส่ง resume อยู่ตั้งนาน ไม่มีใครสนใจ แต่พอบอกว่าสอบ CFA ผ่านหมดแล้วเท่านั้นแหละ กลับโทรมาเรียกสัมภาษณ์แบบ non-stop จนกระทั่งได้งานแล้วก็ยังโทรเรียกกันอยู่

จากข้อมูลล่าสุดที่ได้ประชุม AGM ของสมาคม CFA แห่งประเทศไทย มี CFA Charterholder อยู่ทั้งหมด 324 คนเท่านั้น !! ท่านผู้อ่านลองคิดดูเอาเองละกันค่ะ ว่าในเมื่อปริมาณคนที่มีคุณภาพในประเทศเรามีน้อยซะขนาดนี้ บริษัทแต่ละแห่งจะเสนอข้อตอบแทนดีๆเพื่อแย่งตัวกันขนาดไหน

photo (2)

 

โดยบริษัท Top 5 ที่มีจำนวน CFA Charterholder และ CFA Candidate มากที่สุด เป็นไปตามข้อมูลตารางข้างล่าง

photo (3)

 

 

จากแนวโน้มปัจจุบันที่เรื่องของ AEC ค่อนข้างจะเป็นกระแสที่แรง  และเห็นได้ชัดถึงการเข้ามาเปิดทำธุรกิจในภาคการเงินของธนาคารต่างประเทศมากขึ้น  ไม่ว่าจะเป็น  สิงคโปร์  มาเลเซีย  ฮ่องกง  ญี่ปุ่น เป็นต้น หลาย ๆ ธนาคารที่มีนโยบายบุก AEC และเป็น Regional Bank เหล่านี้นั้น มักจะพยายามรับสมัครพนักงานที่มีคุณภาพและไม่ค่อยจะเกี่ยงเรื่องค่าตอบแทน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ธนาคารเหล่านี้จะรู้จักหลักสูตร CFA เป็นอย่างดี และให้ความสำคัญกับคนที่สอบผ่านค่อนข้างมาก หลาย ๆ ครั้งนั้นครูพิ้งมักจะได้ยินว่า เริ่มมี Charterholder และ Candidate ทำงานอยู่ในธนาคารเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสที่ดี สำหรับผู้ที่อาจจะยังสอบไม่ผ่านครบทุก Level ถ้าอยากเปลี่ยนงาน ก็น่าจะ ลองเลือกที่จะสมัครงานกับสถาบันการเงินเหล่านี้ดูค่ะ

สำหรับวันนี้ ครูพิ้งก็ หวังว่าทั้ง 3 บทความ ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวข้องกับงานที่สามารถทำได้หลังจากเรียนรู้เนื้อหา CFA ในแต่ละระดับ นำไปประยุกต์ จะช่วยให้ทุก ๆ ท่าน เข้าใจและเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นว่า การสอบ CFA จะช่วยให้เรามีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างไร และมีกำลังใจต่อสู้กับการสอบที่ว่ากันว่ายากที่สุดในสายการเงินไปให้ได้นะคะ

เส้นทางที่ดีและความสำเร็จ รอทุกท่านอยู่หลังเส้นชัยเสมอไม่เคยหนีหายไปไหน แต่ผู้ที่ไม่ยอมแพ้เท่านั้น จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรสความสำเร็จอันรุ่งโรจน์ที่รออยู่ค่ะ

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags