ชีวิตนี้ จะเป๊ะไปไหน ? : เรื่องเงินๆทองๆ บางทีหลวมๆไว้บ้างก็ได้

สวัสดียามบ่ายนะคะ

วันนี้ ครูพิ้งอยากจะมาตั้งข้อสังเกตุส่วนตัว ที่คิดว่า คนในสังคมของเราอาจจะลืมให้ความสำคัญกันในยุคนี้กันซักนิดค่ะ

ทุกวันนี้ เราจะเห็นได้ว่า ทุกคนให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ค่อนข้างมาก จนแทบจะเรียกได้ว่า คนเราตัดสินชะตาชีวิตของอีกฝ่ายกันได้เพียงแค่แวบแรก ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์งาน การพบลูกค้า การนัดเดท เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ในชีวิตที่เร่งรีบและมีเวลาจำกัด ก็คือ เมื่อแรกพบ ทุกคนก็จะเริ่มต้นประเมินคนรอบข้างจากข้อมูลเท่าที่มีให้เร็วที่สุด ดังนั้น การนำข้าวของมีค่าต่าง ๆ มาประดับกาย ให้อยู่ในจุดที่สามารถเตะตาได้ตั้งแต่แรกเห็น จึงถูกยกให้มีความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ

เราจึงจะเห็นได้ว่า คนเราจึงต้องพยายามครอบครองวัตถุราคาแพง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ ของใช้ โดยการเลือกใช้ของแบรนด์เนมทั้งหลายนั้น อาจจะเกิดจากทั้งความชอบส่วนตัว และ ความต้องการสร้างความประทับใจแรกพบ หรือ เพื่อแสดงออกถึงความสำเร็จในชีวิต

แต่ครูพิ้งสังเกตว่า การที่คนเราเลือกใช้ของเหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเลือกโดยมองข้ามประเด็นประโยชน์การใช้งาน แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผู้คนรอบข้างตัดสิน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ของยิ่งราคาแพง จะเท่ากับ ประสบความสำเร็จมาก มีเงินทองมาก ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ครูพิ้งเชื่อว่า มีคนจำนวนน้อยมากที่สามารถครอบครองของเหล่านี้ ได้ด้วยกำลังของ ตัวเอง โดยไม่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากทางบ้าน หรือต้องก่อหนี้เพื่อให้ได้มา ซึ่งอาจจะนำไปสู่การก่อหนี้มากกว่าความจำเป็น และกลายเป็นภาระมากกว่าที่จะคาดคิดได้

ถ้าคิดภาพไม่ออก  ให้ลองดูสังคมประเทศเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างค่ะว่า  คนในสังคนนั้นเค้าพยายามจะ  ‘เป๊ะ’  กันขนาดไหน  ทุก ๆ วันที่ลืมตาตื่นมา  ก็ต้องใช้ชีวิตวนเวียนอยู่บนความคาดหวังของสังคมที่แข่งขันกันว่า จะต้องมีทุกอย่างที่ เพอร์เฟค ดีกว่า มากกว่า เร็วกกว่า ทุก ๆ คน นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนกลับมาให้เห็นว่า ชีวิตพนักงานบริษัทส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ อยู่ภาพใต้ความกดดัน มากกว่าที่จะความสุข ทำงานได้เงินมา ก็ต้องเอาไปทำศัลยกรรมหน้าตา เพื่อให้ดุดี หรือ ต้องเอาไปซื้ออ่ะไรแพงๆ มาประดับกาย เพียงเพราะว่ากลัวจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากคนอื่น

สำหรับตัวครูพิ้งเอง หลังจากที่ได้มีโอกาสเป็นแม่คน และต้องดูแลลูกเองนะคะ ครูพิ้งก็เริ่มใช้ชีวิตให้ช้าลง และก็เริ่มสังเกตเห็นว่า การใช้ชีวิตเกาะติดกระแสไปเรื่อย ๆ โดยไม่ฉุกคิด หรือ เฉลียวใจกับความอยากต่างๆที่จู่โจมเข้ามาจากทุกทิศทางนั้น เป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนให้กับชีวิตของเราได้

ยกตัวอย่างของชิ้นใหญ่ ที่เป็นปัจจัย 4 และ ปัจจัยที่ 5  อย่าง บ้านและรถ

การซื้อคอนโดเป็นที่อยู่อาศัย หรือการซื้อรถในปัจจุบัน เป็นอ่ะไรที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันอยู่ในที เนื่องจากเป็นของชิ้นใหญ่แต่กลับให้ความรู้สึกที่ว่า ใคร ๆ ก็สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้อย่างง่ายๆ โดยที่ครูพิ้งก็ไม่รู้ว่า เกิดจากทำ Promotion ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด หรือ เป็นเพราะคนเรากล้าที่จะก่อหนี้กันมากขึ้น แต่เชื่อได้ว่าการซื้อ คอนโดและรถนั้น โดยส่วนมาก มักไม่สามารถที่จะซื้อเงินสดได้ ต้องอาศัยการก่อหนี้ทั้งนั้น (หนึ่งในนั้นครูพิ้งเองก็ด้วยสำหรับการซื้อคอนโดที่เป็นเรือนหอ)

กลุ่มคนส่วนใหญ่ในกรุงเทพ ก็มักจะเป็นพนักงานบริษัท ทำงานมีรายได้ประจำเป็นเงินเดือน ทำให้สามารถกู้ธนาคารได้ง่าย มีส่วนน้อยที่เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งในมุมมองของธนาคารเอง ก็ชอบที่จะปล่อยกู้ให้กับพนักงานบริษัท เนื่องจากมีแหล่งรายได้ที่ชัดเจน ในขณะที่มองว่าเจ้าของกิจการรายได้ไม่สม่ำเสมอและดูมีความเสี่ยงมากกว่า

แต่ครูพิ้งอยากตั้งคำถามว่า ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างมีการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันไปหมดทั่วโลกนั้น โดยความเร็วและความแรงของความผันผวนย่อมมีมากขึ้นเรื่อย ๆนั้น เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า งานที่ทำอยู่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือจะมีแต่การพัฒนาในทางที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้น ?

ส่วนตัวแล้ว  ครูพิ้งคิดว่า สำหรับโลกในยุคปัจจุบัน คนที่จะสามารถเอาตัวรอดและจะเติบโตได้ต่อไปนั้น จะต้องสามารถปรับตัวที่ได้อย่างรวดเร็วและมีแผนรับมือกับความผันผวนเป็นอย่างดี  ซึ่งโดยส่วนมาก  ในการเรียนวิชาธุรกิจและการเงิน เรามักจะถูกฝึกให้จัดทำ Scenario หรือ Sensitivity Analysis ในการการวิเคราะห์กิจการของบริษัท แต่จะมีซักกี่คนที่จะฉุกคิดและทำเรื่องแบบนี้ กับสถานะการเงินของตัวเอง

ถ้าจะหัดเริ่มต้นวิเคราะห์ เราก็ควรจะวิเคราะห์สถานะความมั่งคงด้านการเงินของเรา โดยเริ่มจากความมั่นคงเรื่องงานของเราก่อนว่า

  • เราเองมี Value VigRX Plus added ให้กับบริษัทได้ในระยะยาวหรือไม่ ?
  • เราเองมี Skill ที่บริษัทต้องการ และยังพัฒนาต่อไปได้หรือไม่ มีใครสามารถมาทดแทนได้ง่าย ๆ หรือถูกกว่ารึเปล่า ?

คำถามเหล่านี้ พนักงานบริษัทควรจะต้องชิงถามตัวเองก่อนที่นายจ้างเค้าจะคิดแทนให้แล้วตัดสินใจอะไรบางอย่างลงไปโดยที่พนักงานเองอาจจะยังไม่รู้ตัว

เรื่องของการเงินส่วนบุคคลนั้น มักเป็นเรื่องที่มีหลายๆคนพูดถึงในลักษณะที่แยกออกจากประเด็นเรื่องการลงทุน แต่ความเกี่ยวข้องระหว่างของเรื่องทั้งสองเรื่องนี้นั้นมีอยู่ ก่อนที่จะลงทุนได้นั้น ครูพิ้งจึงอยากจะจุดประกายให้นักลงทุนแต่ละท่านลองตรวจสอบสถานะการเงินของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนว่า สามารถรับความเสี่ยงได้มาก น้อยแค่ไหน โดยอาจจะเริ่มที่การตรวจสอบภาระในแต่ละเดือน และจัดเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบถ้วน เมื่อพบว่ามีส่วนที่เหลือ จึงจะนำไปเสี่ยงลงทุน

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่บ้านมีฐานะดี ถ้าลองมองย้อนกลับไปดูที่คนรุ่นคุณพ่อคุณแม่ของเรา เราอาจจะพบว่าคนรุ่นท่าน มีเรื่องระเบียบวินัยการเงิน มากกว่าเยอะ โดยเน้นไปที่การเก็บออม จนกระทั่งบางกลุ่มเองก็ถึงขั้นไม่ใช้เลยทีเดียว นั่นอาจจะทำให้เราเองรู้สึกว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น พ่อแม่ก็ยังคงมีเงินพอที่ Support ได้

แต่ในการประเมินสถานะการเงินของตัวเองครูพิ้งเองอยากให้ลองคิด โดยยึดหลักที่ว่า ถ้าตัวเราคนเดียว โดยที่ไม่มีใครคอย Support แล้ว เราสามารถรับผิดชอบตัวเองได้ขนาดไหน ? ควรสร้างภาระถึงจุดไหน ?

การจับจ่ายซื้อของในระดับใดจึงจะเริ่มถึงจุดที่เรียกว่า มีภาระเกินตัว โดยของที่ซื้อมาอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็น แต่อาจจะทำให้เพียงดูดีในสายตาของผุ้อื่น ?

ของหลายๆชิ้นนั้น ในวันที่เราได้สร้างภาระมาแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปคืนได้ หรือ Restart การตัดสินใจใหม่เหมือนกับการเล่นเกมสมัยเด็ก ๆ อีกต่อไป ถ้าหากได้มาแล้ว ต่อให้เราเปลี่ยนใจไม่อยากได้แล้ว ก็จะต้องก้มหน้าผ่อนต่อไป จนกว่าจะมีคนมาซื้อต่อ ซึ่งสภาพคล่องของของสิ่งนั้นอาจจะไม่ดี ต้องรอนาน เช่น คอนโดหรู ราคาแพงลิ่ว ในทำเลที่ไม่ดีอาจจะขายต่อไม่ออก นอกจากขายต่ำกว่าทุน รถยนต์สุดเท่ห์รุ่นที่คนไม่นิยมใช้ ซึ่งราคาขายต่อมักจะตกมาก หรือ กระเป๋าถือแพงระยับที่ซื้อมาซักพักก็เบื่อแต่เมื่อขายต่อก็ต้องขายในราคาที่ถูกเหลือเชื่อ

สิ่งที่น่าจะช่วยได้ คือ ก่อนจะซื้อของชิ้นใหญ่ทุกครั้ง ขอให้เรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นให้มาก หรือพยายามไตร่ตรองและคิดถึงข้อดี ข้อเสีย และความคุ้มค่า ทั้งหมดของการครอบครองของชิ้นนั้นๆ ให้รอบคอบ อย่าฟังแต่ข้อดีของมันแล้ว ตัดสินใจทันที เพราะของทุกชิ้นจะต้องมีข้อดีและข้อเสียเสมอ ควรที่จะต้องมองมุมทั้งหลายให้ครบและชั่งน้ำหนัก คิดว่าภาระนี้ ตัวเองสามารถ รับได้ รับไหว ค่อยตัดสินใจซื้อ อย่าได้ตัดสินใจด้วยการพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนความอยากชั่ววุบในใจ คิดไปเองว่า จะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ แล้วสุดท้ายผลของการครอบครองข้าวของราคาแพงเหล่านั้น ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

ส่วนสำหรับครูพิ้งเองนะคะ ถ้าเป็นเรื่องเงินๆทองๆ ครูพิ้งขอเป็นคนที่ไม่ต้อง ‘เป๊ะ’ มากอย่างคนอื่นเค้าค่ะ โดยครุพิ้งค่อนข้างพยายามที่จะก่อหนี้ให้น้อยที่สุด และสร้างภาระประจำเดือนให้น้อยที่สุดเช่นกัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ครูพิ้ง อยากใช้ชีวิต ที่สามารถเลือกซื้อ จับจ่ายใช้สอยของกินของใช้ ประจำวันที่คุณภาพดีๆ ได้อย่างสบายใจ อยากมีเงินเอาไว้ลงทุนให้ชื่นใจที่เห็นเงินทองเรางอกเงย และในเวลาฉุกเฉินต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เราก็ยังมีสำรองไว้ได้โดยไม่เดือดร้อนโดย ไม่ต้องมีชีวิตอยู่แบบกระเบียดกระเสียน จากภาระที่มากเกินไปที่เกิดจากการอยากมีรถหรู บ้านที่ใหญ่โต หรือ กระเป๋าถือที่แพงจนเหมือนเอามาหลอกขาย ฯลฯ อีกมากมาย

เรื่องพวกนี้ ถ้าตั้งสติกันซักนิด ก็อาจจะทำให้พาลเลิกอยากได้ไปเลยก็มีค่ะ ^^

christmas consumerism

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags