เอาชนะตัวเอง คือ การเอาชนะความขี้เกียจ และ ความฟุ้งซ่านในตน

วันนี้ครูพิ้งได้อ่านคมความคิดของคุณดังตฤณ แล้วอยากจะนำมากระจายต่อในนี้ค่ะ มาลองอ่านดูว่าเราจะทำยังไงถึงจะเอาชนะตัวเองได้ในเรื่องของการสอบ CFA และ การทำงาน โดยอาศัยพลังความคิดที่ตรงประเด็น เรียบง่าย และ มีพลัง

ถ้าอยากจะทำอ่ะไรให้สำเร็จ เราควรต้องเลิกคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับทุกๆอย่างรอบตัวในแง่ลบในส่ิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เลิกผลัดวันประกันพรุ่ง และ พยายามรวมความคิดเราให้เหลือเพียงหนึ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เราต้องทำเท่านั้น

ถ้าทำได้ นั่นหมายถึงว่าเรากำลังสามารถเอาชนะตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งเมื่อมองไปรอบๆ ก็มักมีคนเพียงไม่กี่คนที่กำลังทำอย่างเรา และ นั่นจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แล้ววันนึงเราจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนค่ะ

———————————–

เอาชนะตัวเอง เอาชนะความขี้เกียจ

โดย ดังตฤน

———————————–
เซนหาใช่การยอมนิ่งแบบง่อยเปลี้ย มืออ่อนเท้าอ่อน เซนคือจิตที่นิ่งอย่างมีพลังรู้ และคือกายที่หยุดอยู่หรือเคลื่อนไหวในจังหวะที่เหมาะสม ไม่มีความขาด ไม่มีความเกิน ความรู้สึกจึงอิ่มเต็ม ไม่เคยพร่อง ทั้งในยามผ่อนพักและในยามทำงาน

แต่โดยธรรมชาติดั้งเดิม   ตัวของเราทุกคนมีความเฉื่อยชา  เหมือนภายในเต็มไปด้วยแรงต้านที่จะลุกขึ้นทำงาน

นั่นเพราะแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดร่างกายของเราให้ติดอยู่กับที่ ท่านอนจึงเป็นท่าที่สบายที่สุด ท่านั่งสบายรองลงมา ท่ายืนสบายน้อยลง และท่าเดินสบายน้อยที่สุด

ยิ่งออกแรงต้านแรงโน้มถ่วงของโลกมากขึ้นเท่าไร กายจะยิ่งลำบาก และใจก็จะยิ่งฝืดฝืน

ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานไหนๆ ล้วนต้องอาศัยแรงกายและแรงใจที่ทุ่มเทลงมามากกว่าแค่เดิน ยืน นั่ง และนอนหลายเท่านัก ยิ่งถ้าเป็นงานที่ต้องเรียบเรียงความคิดอันสุ่มส่าย ให้กลายเป็นความคิดที่เป็นระบบระเบียบ ก็ยิ่งเพิ่มความซับซ้อน ต้องเพิ่มแรงกายแรงใจ ออกแรงต้านความเฉื่อยในตนยิ่งขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้น อย่าแปลกใจหากจะพบตรงกันว่า โดยดั้งเดิมตัวคุณเป็นพวกเดียวกันกับความเกียจคร้าน หรือเป็นลูกสมุนพลพรรคอยากสบาย หาใช่พวกเดียวกันกับความขยันขันแข็ง หรือเป็นขุนพลของกองทัพกระหายงานไม่

ก่อนจะลุกขึ้นมาเป็นคนขยันทำงาน คุณจึงต้องเอาชนะ ‘ตัวเอง’ ให้ได้

แท้จริงแล้ว ตัวตนอันเต็มไปด้วย ‘แรงต้านการทำงาน’ นี้ เป็นสิ่งที่เอาชนะได้ด้วย ‘ความคิดแบบเซน’

คนเรานึกคิดอยู่ตลอดเวลา แต่คิดแบบบั่นทอนพลังรู้ คิดจนคลื่นความฟุ้งซ่านก่อตัวบดบังวิถีแห่งเซนจนมิด

สำรวจเข้ามาในใจ จะเห็นเหมือนมีอาการนึกคิดถึงสิ่งที่ชอบใจ สะสมตัวจนเป็นแรงต้านการนึกถึงสิ่งที่ควรทำ ยิ่งถ้า ‘ต้องทำ’ มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งถูกต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น

ประสบการณ์ในชีวิตบอกเราว่า สิ่งที่ ‘ควรทำ’ หรือ ‘ต้องทำ’ นั้น มักเรียกร้องกำลังกายกำลังใจ ความทุ่มเทเหนื่อยยากจากเราอยู่เรื่อย สู้สิ่งที่ ‘ไม่ต้องทำ’ ไม่ได้ ไม่ค่อยเหนื่อยเลย

ฉะนั้น การนึกถึงสิ่งที่ควรทำหรือต้องทำได้ จึงจัดเป็น ‘ความสามารถ’ ชนิดหนึ่ง กล่าวคือ ยิ่งใจมีความสามารถในการนึกถึงสิ่งที่ควรทำหรือต้องทำมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มจะเอาชนะตัวเองได้มากขึ้นเท่านั้น

โจทย์มีอยู่แค่นี้ แค่นึกให้ออกว่า สิ่งที่ควรทำหรือต้องทำนั้น ‘น่าทำ’ ก็จะเกิดความ ‘อยากทำ’ ก่อตัวตามมาอย่างง่ายดาย

แค่นึกให้ออก ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆแล้วไม่ง่ายเลย

ชั่วชีวิตของคุณอาจไม่เคยรู้สึกว่า แม้การนึกคิด ก็เป็นสิ่งที่ต้องฝึก ทุกคนจะสะสมนิสัย ‘อยากคิดอะไรก็คิด’ และปล่อยให้ความนึกคิดสุ่มส่ายอยู่อย่างนั้นเสมอ ตลอดวันตลอดคืน

คนที่ ‘ฝึกนึก’เท่านั้น จะสามารถเอาชนะตัวเองได้สำเร็จ

ก่อนเริ่มฝึกนึก คุณต้องสำรวจเข้ามาเพื่อให้เกิดการยอมรับตามจริงว่า ใจเราไม่ได้ทำตัวง่ายๆ ไม่ได้ยอมเป็นที่ตั้งให้ทุกความนึกคิดเสมอไป

และขอเพียงใจเราปฏิเสธความคิดหนึ่งๆ ความคิดนั้นๆจะไม่มีที่ยืนได้เลย

หากเข้าใจเหตุผลว่าทำไมใจเราถึงปฏิเสธที่จะคิดเรื่องควรคิด ก็แปลว่าเราเห็นช่องทางเอาชนะใจตัวเองแล้ว

ทันทีที่นึกถึงงาน เรามักนึกถึงก้อนงานก้อนใหญ่ นึกถึงอุปสรรค นึกถึงความยากเย็นที่คั่งค้าง ตลอดจน ‘ความรู้สึกเหนื่อยยากครั้งล่าสุด’ ที่ยังเด่นชัดอยู่ในความทรงจำ

ความรู้สึกเหนื่อย ความรู้สึกว่าต้องทำอีกแล้ว ความรู้ว่าต้องทำงานอีกนาน ล้วนก่อคลื่นหนาทึบในหัวคุณได้ประดุจหินใหญ่ขวางทาง ความรู้สึกตอนเจอหินใหญ่ขวางกั้นเป็นอย่างไร น่าเมินหน้าหนีแค่ไหน ก็นั่นเอง ที่เกิดขึ้นกับคุณตอนนึกถึง ‘งานเหนื่อยอีกแล้ว’

เพื่อจะแปรสิ่งที่ควรทำและต้องทำให้กลายเป็นสิ่งที่ ‘น่าทำ’ ก็ขอให้ทบทวนเพื่อเห็นตามจริงว่า ในการทำงานนั้น ไม่ว่างานไหน จะมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าติดใจ ดึงดูดให้อยากเข้าไปสัมผัสกับรสชาติการทำงานอีกครั้งเสมอ อาจจะเป็นบรรทัดแรกที่อ่านง่าย อาจเป็นการตวัดลายเซ็นหลังตรวจงานเสร็จ อาจเป็นไอเดียเด็ดที่คุณเป็นคนคิดออก หรืออาจเป็นการฟังเสียงน่าประทับใจของใครสักคนในหมู่ลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงาน

เมื่อนึกถึงสิ่งใด ความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งนั้นจะกลับมา ถ้าคุณนึกถึงสิ่งที่น่าสนุก ถนัดมือ ทำง่าย หรือได้ใจ จะพบว่ารายละเอียดของงานจะค่อยๆผุดพรายตามมาในความทรงจำ ในแบบที่น่าทำ และชวนให้อยากทำ

แม้ระหว่างอยู่ในอารมณ์ทอดหุ่ย เอื่อยเฉื่อย หรือกำลังหลงเพลินเล่นเกม อิ่มเอมกับการคุยพล่ามไม่รู้จบ ขอเพียงลองนึกถึง ‘ความสนุกในงาน’ ครั้งล่าสุดให้ออก คุณจะพบว่าอารมณ์เอื่อยเฉื่อยสะดุดกึก หรือกระทั่งยอมแพ้อารมณ์อยากทำงาน ซึ่งนั่นแสดงถึงธาตุแท้ว่า คุณต้องการให้ชีวิตอยู่กับพลังแห่งเซน มากกว่าอยู่กับอำนาจมืดแห่งอารมณ์เกียจคร้าน

พอนึกออก และเกิดอารมณ์อยากทำงานต่อ ให้สังเกตเข้ามาในตัวเองอีกครั้ง จะพบว่าทั้งร่างกายและจิตใจของคุณเหมือนถูกกระตุ้นให้เข้าสู่ภาวะพร้อมสนองตอบการงาน ปรับเปลี่ยนจากเอื่อยเฉื่อยเป็นกระตือรือร้น แปรความนุ่มนิ่มปวกเปียกเป็นแข็งขัน หูตาสว่าง คล้ายเครื่องยนต์ถูกจุดติดอย่างไรอย่างนั้น

ขอให้จดจำว่า ความคิดแบบจุดชนวนพลังงานเซนได้ติด คือ คิดง่ายๆ คิดชัดๆถึงสิ่งเดียว ไม่ใช่คิดซับซ้อน

คนคิดอะไรง่ายๆแล้วลงมือทำทันที มักรู้ลึก รู้จริง และพร้อมทำงานอย่างง่ายดาย สวนทางกับคนคิดซับซ้อนแต่ไม่ยอมลงมือทำ ที่มักรู้มากแบบผิวๆ และเต็มไปด้วยข้ออ้างยุ่งยากไม่ให้พร้อมทำงาน

สังเกตเข้ามาในกายใจตัวเองด้วยว่า หาก ‘นึกออก’ แล้วคุณไม่ยอมลุกขึ้นมาทำงานทันที ภาวะพร้อมทำงานจะค่อยๆเสื่อมลง และหากชินที่จะยอมแขนตกขาตก มืออ่อนเท้าอ่อนต่อไปอีก ร่างกายและจิตใจก็จะเหมือนเครื่องยนต์ที่กระตุก พร้อมจะดับ และดูเก่าแก่ไร้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเฉื่อยชา ไม่รับผิดชอบหน้าที่ ที่พอกพูนขึ้นจนเหมือนกลายเป็นพังผืดยึดแขนยึดขา หรือเป็นหินปูนเกาะจิต สามารถปิดการรับรู้ของคุณได้ถึงระดับที่ว่า กินข้าวเสร็จ ก็เดินทื่อๆเหมือนผีดิบที่ไม่รู้สึกตัว ผ่านจานไม่ล้างจาน ผ่านแก้วไม่ล้างแก้ว ปล่อยให้จานชามช้อนส้อมสกปรก คราบอาหารเกรอะกรังได้ เท่าๆกับเอกสารสำคัญที่ปรากฏเหมือนดินพอกหางหมู คุณอาจอยากเดินผ่านมันไป ราวกับมีกำแพงทึบกั้นจิต คิดจะปฏิเสธการติดต่อกับการงานอยู่ตลอดเวลา

ระลึกไว้ว่า สิ่งที่ควรทำและต้องทำ มีอยู่ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน เพียงนึกออกและลงมือทำในที่หนึ่งได้ ความเคยชินก็จะเริ่มก่อตัว แล้วไปต่อยอดในอีกที่หนึ่งได้ เช่น เมื่อต้องล้างจาน อย่านึกถึงจานชามกองโต แต่ให้นึกถึงความสดชื่นตอนสัมผัสน้ำ ตอนได้กลิ่นหอมของน้ำยาล้างจาน ตอนเช็ดล้างคราบไคลได้สะอาดหมดจด หากการนึกนั้นชวนให้คุณอยากล้างจานได้ ก็ใช่วิธีนึกคิดในวิถีทางของเซนแล้ว ความเคยชินอันเป็นบวกนี้ จะช่วยให้คุณนึกคิดถึงงานอื่นๆอย่างเป็นบวกได้ไม่ต่างกัน

คิดถึงภาพใหญ่ภาพรวมของชีวิตทั้งชีวิต อย่าเล็งแคบๆแค่ผลประโยชน์ทางความขี้เกียจเฉพาะหน้า สังเกตเปรียบเทียบดูว่า ภาวะไหนน่าพอใจ น่าให้อยู่ในชีวิตเรามากกว่ากัน ระหว่างพลังเซนที่ตื่นตัว กับอำนาจความเกียจคร้านที่เซื่องซึม

ครูพิ้ง
Say Hello

ครูพิ้ง

Program Director at Pink School of Finance
เพราะครูพิ้งเชื่อในโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตจากการส่งต่อความรู้ด้านการเงินให้กับผู้อื่น เมื่อ 5 ปีก่อน ครูพิ้งจึงทำการตั้งโรงเรียน Pink School of Finance ขึ้นเพื่อเปิดอบรมหลักสูตรการเงินบนพื้นฐานของหลักสูตรการลงทุนระดับโลกที่ชื่อว่า CFA เพื่อคนทุกระดับความรู้และพื้นหลัง และยังคงมุ่งมั่นที่จะบอกเล่าเรื่องราวดีๆของโลกการเงินผ่านตัวอักษรตลอดไปไปด้วยความสุขใจที่ได้จุดประกายความสำเร็จให้กับลูกศิษย์ทุกคน
ครูพิ้ง
Say Hello

Comments

comments

Author: ครูพิ้ง
Tags